หน้าแรก เศรษฐกิจ ปิดบัญชีม้าแล...

ปิดบัญชีม้าแล้ว 7.3 แสนบัญชี เงินอายัดพุ่งเกือบ 1,000 ล้าน เตรียมแก้กฎคืนเงินเหยื่อ

3.05.24 | 10:24 น.

ดีอี ผนึก ธปท.-ปปง.เตรียมออกเกณฑ์คุมแบงก์เปิดบัญชีใหม่เข้มป้องบัญชีม้าระบาด-จ่อแก้กฎคืนเงินเหยื่อ


เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ให้ชัดเจนภายใน 30 วัน นั้น

นายประเสริฐกล่าวว่า ตามที่ประชุมได้สรุปความคืบหน้ามาตรการควบคุมการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเพิ่มการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (ซีดีดี) โดยมีกระบวนการประเมินและบริหารความเสี่ยงก่อนอนุมัติเปิดบัญชีลูกค้า

“รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวทางการเงินจากการทําธุรกรรมของลูกค้าใหม่ จากเดิมที่มีการทำการพิสูจน์ตัวตนในการทําความรู้จักลูกค้า (เควายซี) ในการเปิดบัญชีใหม่เท่านั้น โดยจะเริ่มภายในเดือนพฤษภาคม 2567 ปัจจุบันบางธนาคารได้มีการดำเนินการแล้ว” นายประเสริฐกล่าว

Advertisement

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ภายหลังจากการพูดคุยระหว่างกระทรวงดีอี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และปปง. เห็นด้วยว่าการจำกัดการเปิดบัญชีใหม่จะทำให้บัญชีม้าในระบบลดลง เบื้องต้น ธปท.จะประกาศแนวคิดว่าบุคคลพึงมีบัญชีธนาคารเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับอาชีพ ซึ่งข้อความอาจจะไม่เป็นไปตามนี้ แต่หลักการคือ บุคคลจะเปิดบัญชีได้ก็ต้องมีความจำเป็น และต้องชี้แจงทางธุรกิจได้

เมื่อ ธปท.ประกาศแนวทางมาแล้วในส่วนของ ปปง.มีกฎหมายของหน่วยงาน ซึ่งกำกับดูแลธนาคาร จากนั้น ปปง.จะออกหลักเกณฑ์ว่าหากบุคคลใดมีจำนวนบัญชีมากขึ้นอาจต้องมีการตรวจสอบพิสูจน์ตัวตนผ่านเควายซี หรือซีดีดีมากขึ้น หรือต้องส่งเอกสารประกอบการเปิดบัญชี

“จะมีการทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่าง ธปท. และ ปปง. มีกฎหมาย 2 ตัวมารวมกัน และธนาคารก็ให้ความร่วมมือและมองเห็นความสำคัญของปัญหานี้ ในส่วนของกระทรวงดีอี มองว่านี่เป็นจุดพลิกผันสำคัญที่จะสามารถป้องกันไม่ให้บัญชีม้าไหลเข้ามาในระบบธนาคาร หรือเหลือน้อยที่สุด”พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าว

ทั้งนี้ ตัวเลขบัญชีม้าที่ถูกปิดบัญชีแล้ว แบ่งเป็นข้อมูลจากธปท. ในส่วนที่ธนาคารพบเองโดยใช้ข้อมูลจากตำรวจ ธนาคารได้ปิดบัญชีม้าราว 300,000 บัญชี ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศูนย์ AOC 1441) ปิดบัญชีม้า 112,699 บัญชี และสำนักงาน ปปง. ปิดบัญชีม้า 318,298 บัญชี รวมทั้งหมดราว 730,997 บัญชี

พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าวว่า เมื่อหน่วยงานดังกล่าวปิดบัญชีม้าแล้วนำส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวบรวมข้อมูลและนำข้อมูลส่งให้ ป.ป.ง.ประกาศรายชื่อดังกล่าวเข้าในระบบ HR-03 หรือระบบรายชื่อบุคคลพฤติกรรมเสี่ยงสูงหรือต้องเฝ้าระวังกรณีบัญชีม้า

หากบุคคลปรากฏชื่อตามประกาศจะเปิดบัญชีใหม่ต้องถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นตามมาตรการควบคุมการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเพิ่มการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (ซีดีดี) โดยมีกระบวนการประเมินและบริหารความเสี่ยงก่อนอนุมัติเปิดบัญชีลูกค้า

อีกทั้ง ป.ป.ง.ได้ประกาศรายชื่อผู้กระทำความผิดไปแล้ว 31,000 คน โดยตั้งเป้าประกาศรายชื่อเพิ่มให้ได้เดือนละ 15,000 รายชื่อ คาดว่าเดือนกันยายน 2567 จะประกาศรายชื่อไม่น้อยกว่า 60,000 รายชื่อ และอายัดบัญชีไม่น้อยกว่า 500,000 บัญชี รวมถึงมีเงินค้างอยู่ในระบบราว 1,000 ล้านบาท

“ณ เดือนเมษายน 2567 พบเงินค้างอยู่ในระบบ จำนวนเงิน 929 ล้านบาท ซึ่งเจ้าของบัญชีไม่มาชี้แจงและไม่ได้มาแสดงตน และไม่ได้มาติดต่อเลย ป.ป.ง.รับนโยบายจากรัฐมนตรีดีอีว่าเงินตรงนี้ ถ้าเป็นเงินที่มิจฉาชีพได้มาจากการกระทำความผิดจะทำอย่างไรให้นำเงินตรงนี้มาเป็นประโยชน์และมาเยียวยาให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงไปได้ ขณะนี้ อยู่ระหว่างพิจารณาระเบียบและกฎหมายอยู่” พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากเงินค้างอยู่ในระบบล่าสุด 929 ล้านบาท คาดว่าจำนวนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาอยู่ที่จากการอายัดบัญชี 3 แสนบัญชี แต่ส่วนการจะคืนเงินให้กับผู้เสียหายต้องมีกระบวนการตรวจสอบว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้คืนมาจากผู้เสียหายรายใด โดยข้อจำกัดทางกฎหมายคือเงินจะคืนได้ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของบัญชีได้ถูกหลอกลวงจากบัญชีม้าที่ได้อายัดไว้

“เงินที่ยึดมาได้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.เงินที่ศูนย์ AOC 1441 รับแจ้งจากผู้เสียหาย และมีการอายัดบัญชีทันที กรณีนี้สามารถคืนเงินกับผู้เสียหายได้ เพราะมีเส้นทางการเงิน และ 2.เงินที่ ป.ป.ง.ยึดได้จะต้องตรวจสอบก่อนว่าเส้นทางการเงินมาจากแหล่งใด” พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าว