เงินเฟ้อเม.ย.สูง 0.19%พลิกบวกครั้งแรกรอบ 7 เดือน สนค.ชี้ปัจจัยรุมเร้าสูง ดันเงินเฟ้อเข้าโหมด’ขาขึ้น’ ติดตามค่าแรง 400 บาท -แจกหมื่น กระตุกเงินเฟ้อปลายปี “ไตรมาสสอง 2567 คาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.8-1.0 %
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(เงินเฟ้อทั่วไป)ของไทย เดือนเมษายน 2567 เท่ากับ 108.16 เทียบกับเดือนเมษายน 2566 สูงขึ้น 0.19% และเทียบเดือนมีนาคมปีนี้สูงขึ้น 0.85% เป็นเงินเฟ้อที่กลับมาบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ปัจจัยจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก สินค้าเกษตรหลายรายการโดยเฉพาะผักสด และผลไม้สด ออกสู่ตลาดลดลงและราคาสูงขึ้น ผลจากสภาพอากาศร้อนจัดและเสียหายบางส่วน สำหรับสินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ
ทั้งนี้ สินค้าที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ 430 รายการในเดือนเมษายน
พบว่า ราคาเพิ่มขึ้น 279 รายการ เท่าเดิม 53 รายการ และลดลง 101 รายการ ส่งผลให้หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.2% อาทิ ผักสด (แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักชี ผักคะน้า ผักกาดขาว ต้นหอม) ผลไม้สด (กล้วยหอม องุ่น สับปะรด) ข้าวสารเจ้า และข้าวสารเหนียว เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ทำการเกษตร ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง อาหารบริโภคในบ้าน (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว อาหารว่าง ข้าวแกง/ข้าวกล่อง เพิ่มขึ้นเกือบ 1% )
ตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่สินค้าบางส่วนราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ปลาทู น้ำมันพืช และกระเทียม เป็นต้น สำหรับหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.12% จากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ 95 91 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95) ค่าของใช้ส่วนบุคคล (แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน กระดาษชำระ) เนื่องจากสิ้นสุดโปรโมชัน ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (สุรา บุหรี่ ไวน์) ส่วนรายการที่ราคาลดลง อาทิ ค่าไฟฟ้า ดีเซล ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เสื้อยืดบุรุษและสตรี และเสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี เป็นต้น

ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 4 เดือน 2567 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ลดลง 0.55 % และเทียบเดือนมีนาคม 2567 สูงขึ้น 0.85% สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน(หักอาหารสดและพลังงาน)เดือนเมษายน 2567 สูงขึ้น 0.37 % และ เฉลี่ย 4 เดือนแรก สูงขึ้น 0.42%
นายพูนพงษ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคม 2567 คาดปรับตัวสูงขึ้น และสูงขึ้น 1.0-1.5% เทียบพฤษภาคมปีก่อน สาเหตุจาก1. ฐานราคาค่ากระแสไฟฟ้าเดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดของปี 2566 2. ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งไข่ไก่ เนื้อสุกร ผัก และผลไม้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด และขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ 3. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับมีการปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ 4. ค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น และ 5. ผู้ประกอบการมีแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง ทั้งอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายค่ากระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยทำให้เงินเฟ้อไม่สูงนัก

คือ 1. เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำ และ 2.การแข่งขัน ที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมทั้งการเติบโตของการค้าอีคอมเมิร์ซ ทำให้มีการแข่งขันด้านราคาเพื่อส่งเสริมการค้าจำนวนมากมีต่อเนื่อง “เงินเฟ้อที่เหลือ 8 เดือนของปีนี้ มีแนวโน้มเป็นบวกต่อเนื่อง แต่จะสูงขึ้นมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย แต่ยังขยายตัวในระดับต่ำ ที่ต้องจับตาคือไตรมาส 4 ปีนี้ ที่จะมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงงาน 400 บาท และ โครงการดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท จะเป็นมาตรการกระตุกเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งทาง สนค. กำลังทำการวิเคราะห์ข้อมูล 2 นโยบายนี้จะกระทบต่อเงินเฟ้อปลายปีเท่าไหร่
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 2567 อยู่ระหว่างสูงขึ้น 0.0 – 1.0 % และมีค่ากลาง 0.5% บนสมมุติฐานจีดีพีขยายตัว 2.2-3.2% ราคาน้ำมันดิบโลก 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าเงินบาท 34.5-36.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนอีกครั้ง “ นายพูนพงษ์ กล่าว

