‘ธ.ก.ส.’ควงชาวสวนหัวขบวนทัวร์เนเธอร์แลนด์เรียนรู้เกษตรกรรมระดับโลก

12.05.24 | 12:32 น.

‘ธ.ก.ส.’ควงชาวสวนหัวขบวนทัวร์เนเธอร์แลนด์เรียนรู้เกษตรกรรมระดับโลก

าคการเกษตร ถือเป็นหนึ่งในอาชีพหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ผลิตอาหารป้อนผู้บริโภคในประเทศ ตลอดจนการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของโลก อาทิ ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ผักและผลไม้อีกหลากหลายชนิด

รัฐบาลตระหนึกถึงความสำคัญของเกษตรกรไทย จึงก่อตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. มาตั้งแต่ปี 2509 เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับเกษตรกร และให้การสนับสนุนด้านความรู้และเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กัน 

“ฉัตรชัย ศิริไล” ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คนปัจจุบัน ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ขององค์กร พร้อมเพิ่มพูนความรู้ภาคเกษตรไทย ล่าสุดนำทัพเกษตรกรหัวขบวน 10 ราย พร้อมสื่อมวลชนไทย ศึกษาดูงานไกลถึงประเทศเนเธอร์แลนด์

Advertisement

ประเทศเนเธอร์แลนด์จัดเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการเกษตรกรรมเป็นอันดับต้นของโลก แต่ก่อนจะพัฒนาได้ถึงทุกวันนี้ เนเธอร์แลนด์เจออุปสรรคมานับไม่ถ้วน นั่นเพราะเป็นประเทศที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง จึงพัฒนาการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ที่โดดเด่นคือ กังหันลม สัญลักษณ์ของประเทศ โดย ธ.ก.ส.ได้พาไปดูหมู่บ้านกังหันลม ซานส์ สคานส์ (zaan schan) ที่มีผลงานเด่นคือ ใช้กังหันวิดน้ำออกจากพื้นที่อาศัยและพื้นที่นาได้สำเร็จ

หมู่บ้านซานส์ สคานส์ เป็นหมู่บ้านที่ประกอบด้วย ทุ่งหญ้าโล่ง แม่น้ำ ส่วนใหญ่ทำปศุสัตว์ บ้านสร้างด้วยไม้แบบสไตส์ฮอลแลนด์ และมีกังหันลมขนาดใหญ่จำนวนมาก ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์ และทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ของกังหันลมเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เป็นสินค้าพื้นเมืองน่าสนใจ ได้แก่ รองเท้าไม้ (Clog) และชีส ที่เป็นของฝากขึ้นชื่อ

ต่อมา ธ.ก.ส.พาไปศึกษาดูงานที่ WORLD HORTI CENTER (WHC) เป็นศูนย์นวัตกรรมพืชสวนเรือนกระจกระดับนานาชาติ ที่ปลูกพืชผ่านระบบการควบคุมโดยเทคโนโลยีเกือบสมบูรณ์ อาทิ การควบคุมรดน้ำอัตโนมัติ ระบบการป้องกันแมลงโดยไม่ใช้สารเคมี การจำลองสภาพอากาศที่เหมาะสมกับพืช การปลูกพืชแบบรากลอยฟ้า ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรหัวขบวนได้นำความรู้จากการบรรยายครั้งนี้กลับไปพัฒนาชุมชนของตน

สถานที่ต่อไปคือ สวนเคอเคนฮอฟ (Keukenhof) เป็นหนึ่งในสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งภายในมีทุ่งดอกทิวลิปที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเนเธอร์แลนด์กว่า 800 สายพันธุ์ และยังมีดอกไม้อีกนานาชนิด อาทิ ดอกลิลลี่ ดอกแดฟโฟดิล ดอกไฮยาซินธ์ โดยในแต่ละรอบการปลูกนั้น มีดอกไม้มากกว่า 7 ล้านดอก ซึ่งสวนนี้จะเปิดให้เข้าชมได้ปีละ 1 ครั้ง อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคมเท่านั้น จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ที่จัดนิทรรศการจนเข้าสู่ปี 75 แล้ว

อีกสถานที่สำคัญคือ Flora Holland Alsmeer หรือตลาดประมูลดอกไม้อัลซเมียร์ ถือว่าเป็นตลาดซื้อขายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมดอกไม้นานาชนิดจากทั่วโลก ไว้จำนวนมากในพื้นที่เกือบ 1 แสนตารางเมตร ซึ่งภายในมีการจัดระเบียบการขนส่งไว้ได้อย่างดี และสถานที่นี้ได้เปิดให้เข้าชมได้เป็นการทั่วไป มีทางเดินแยกของผู้เข้าชมที่เป็นชั้นลอย ทำให้ได้เห็นกระบวนการทำงานชัดเจน ไม่ว่าจะเรื่องการขนส่ง การจัดเก็บรักษาดอกไม้

และที่พลาดไม่ได้คือ ตลาดดอกไม้บลูเมนมาร์ค (Bloemenmarkt) แผงขายดอกไม้ที่เรียงรายอยู่บนโป๊ะ เป็นสถานที่ที่อยู่คู่กับอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ตั้งศตวรรษที่ 15 และยังคงมีความคึกคักเพราะตั้งอยู่ในจัตุรัสเมือง ซึ่งแผงขายดอกไม้นั้นจะขายตั้งแต่ดอกไม้สด เมล็ดพันธุ์ ต้นอ่อน หรือหน่อของพันธุ์ไม้ที่เป็นหัวๆ ทำให้เป็นความแตกต่างที่น่าสนใจ จากร้านค้าของฝากอื่นๆ

โดย “ฉัตรชัย ศิริไล” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า การที่ ธ.ก.ส.นำเกษตรกรหัวขบวน และสื่อมวลชน เดินทางเยือนเนเธอร์แลนด์ครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนได้เปิดโลกทัศน์ ซึ่งเกษตรกรหัวขบวนนั้นเป็นคนเก่งอยู่แล้ว ได้เห็นว่าประเทศที่มีอุตสาหกรรมการเกษตรระดับโลกมีการผลิต หรือมีแนวคิดอย่างไร เพราะว่าเกษตรกรรมไทยเน้นความสำคัญแค่ในเรื่องการผลิต แต่ในอุตสาหกรรมระดับโลกแล้ว เน้นเรื่องการวิจัย ทำให้เกิดพืชสายพันธุ์ใหม่หรือพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่าเดิม

“อย่างอุตสาหกรรมดอกไม้เนเธอร์แลนด์ ก็ไม่ใช่แค่การปลูกแล้วขายอีกแล้ว แต่มีการขายเมล็ดพันธุ์ การส่งออกหน่อ หรือหัวต้นทิวลิป แม้กระทั่งการทำแพคเกจจิ้ง และที่สำคัญ อีกมิติที่สำคัญสำหรับสวนดอกไม้คือ การทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม เช่นที่ สวนเคอเคนฮอฟ ในแต่ละปีที่จะทำการปลูก เขาก็มีการวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าจะปลูกตรงไหนสีอะไร และแบ่งว่าเกษตรกรบ้านไหนจะเข้ามาดูแล ทำให้สวนเคอเคนฮอฟกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้อีกมหาศาลให้แก่เกษตรกร” ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุ

สำหรับเกษตรกรหัวขบวนที่เดินทางมาร่วมทริปในครั้งนี้ จะได้นำความรู้และแนวคิดที่ได้การการศึกษาดูงานในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้กับการเกษตรในประเทศไทย โดย ธ.ก.ส.เองมองเห็น กระทั่งแปลงผักสวนครัวหากได้รับการออกแบบดีๆ ก็สามารถกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ และจะไม่ใช่แปลงผักที่แค่ผลิตผักชั่งกิโลขายอีกต่อไป และอีกสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในภาคการเกษตรคือ การปลูกหรือผลิตตามคำสั่งซื้อ หรือพรีออเดอร์ เพื่อให้วางแผนการผลิตได้

ส่วนที่ WORLD HORTI CENTER (WHC) ก็เป็นการศึกษาดูงาน ที่ให้ทุกคนได้เห็นการปลูกพืชในเรือนกระจกที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานโลก อาทิ การปลูกพืชที่ไม่ใช่การปลูกบนพื้นดิน แต่มีการยกรากให้ลอยบนอากาศ คุมสารอาหาร คุมคุณภาพดิน และน้ำ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพที่สูงเรียกได้ว่าเป็นเกรดพรีเมียมเลย สิ่งต่างๆ ที่ว่ามานั้น ธ.ก.ส.อยากให้เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรของบ้านเรา

ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุอีกว่า แนวพัฒนาการเกษตรของไทย ธ.ก.ส.ให้ความสำคัญกับเกษตรกรหัวขบวน เพราะปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยอาจจะยังไม่มีแรงพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทันที จึงต้องใช้เกษตรกรหัวขบวนเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่งเกษตรกรหัวขบวนสามารถที่จะประสานกับ ธ.ก.ส. เพื่อเข้าไปวิจัยและพัฒนาการเกษตร ร่วมกับสถานบันการศึกษาที่เป็นเครือข่ายได้ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หรือประสานไปถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อวิจัยพืชสายพันธุ์ใหม่ หรือการดูคุณภาพดินก่อนเตรียมการเพาะปลูก ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก

ส่วนเรื่องของนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ในสินค้าเกษตรนั้น ต้องแยกจากการผลิตเพื่อบริโภค ไปสู่มิติการเพิ่มมูลค่า ซึ่ง ธ.ก.ส.เน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร มากกว่าการแปรรูป เพราะการเพิ่มมูลค่าทำให้แตกไลน์สินค้าได้มากขึ้น แถมยังใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีโอกาสกลายเป็นที่นิยม และจะนำไปสู่การเป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้ในอนาคต

“ขณะที่การสนับสนุนด้านการเงินนั้น ธ.ก.ส.มีโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย หรือที่เรียกว่าโครงการล้านละร้อย เพื่อให้เกษตรกรหัวขบวนกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำไปใช้ช่วยพัฒนาชุมชน ที่ยังมีวงเงินให้ผู้ที่สนใจเข้ามากู้ยืมได้อยู่ แต่หากวงเงินเต็ม ธ.ก.ส.ก็พร้อมที่จะขยายวงเงินเพิ่มขึ้นอีก” ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุ

ด้าน “พงษ์พันธ์ จงรักษ์” รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า โครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย หรือโครงการล้านละร้อย อยู่ภายใต้การสนับสนุนของสินเชื่อตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน และสีเขียว หรือ BCG Model วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 100 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท 

เป็นสินเชื่อเพื่อให้เกษตรกร บุคคล กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นเกษตรกรหัวขบวนธุรกิจชุมชน ที่มีความพร้อมดำเนินธุรกิจในลักษณะตลาดนำการผลิต มีการจัดทำแผนธุรกิจชุมชน มีการจัดสรรประโยชน์ให้แก่สมาชิกและชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิตให้แก่เกษตรกรในชุมชน เช่น การรวบรวมหรือรับซื้อผลผลิตที่ให้ราคาสูงกว่าตลาด การจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในชุมชน 

เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 0.01% ต่อปี หรือวงเงินสินเชื่อ 1 ล้านบาท ชำระดอกเบี้ยเพียง 100 บาท และรัฐบาลจ่ายชดเชยดอกเบี้ยแทน 3.50% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก นับแต่วันกู้และปีต่อไปคิดอัตราดอกเบี้ยตามประเภทลูกค้า โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ตามที่มาแห่งรายได้ สูงสุดไม่เกิน 15 ปี พิเศษ ไม่เกิน 20 ปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2560

ปัจจุบันเข้าสู่ระยะที่ 2 เป็นการขยายผลถึงสินเชื่อเพื่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน ต้องเข้าร่วมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน เพื่อให้มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในกิจกรรมการผลิตภาคการเกษตร และมีการจัดทำประกันภัยหรือผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันความเสี่ยงในการผลิต

ขณะที่ยอดการขอสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ระยะแรก ได้รับการตอบรับอย่างดี มียอดการอนุมัติสินเชื่อไปแล้วราว 3 หมื่นล้านบาท มีเกษตรกรเข้าร่วมราว 2-3 พันราย มีการพัฒนาชุมชนไปมากกว่า 6 พันแห่ง ส่วนระยะที่สองเริ่มเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา มียอดการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 5.8 พันล้านบาท เกษตรกรหัวขบวนราว 1 พันราย ทำให้ยังเหลือวงเงินอีกประมาณ 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท

“สำหรับโครงการล้านละร้อยนั้น เป็นโครงการที่ได้รับการเงินอุดหนุนดอกเบี้ยจากรัฐบาลที่มากโครงการหนึ่ง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรกร และธุรกิจของชุมชน ที่ผ่านมามีทั้งการทำการเกษตร การทำโฮมสเตย์และยังขยายให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของการเกษตร ส่วนการอนุมัติสินเชื่อนั้น ธ.ก.ส.ก็พิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกับคณะกรรมการของแต่ละจังหวัด เพื่อพิสูจน์ว่าเกษตรกรหัวขบวนที่มายื่นขอสินเชื่อเป็นเกษตรกรหัวขบวนตัวจริงที่ทำเพื่อพัฒนาชุมชนและให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ดังนั้นจึงไม่ใช่อนุมัติสินเชื่อทั่วไปแน่นอน” รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุ

โดยเกษตรกรที่ร่วมเดินทางไปประเทศเนเธอร์แลนด์ครั้งนี้ ทุกคนเป็นหนึ่งในลูกค้าโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย หรือโครงการล้านละร้อยของ ธ.ก.ส. ได้แก่ น.ส.ณวิสาร์ มูลทา จาก I Love Flower Farm สวนดอกไม้เชียงใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่, น.ส.ภัสวรรณ เมณะสินธุ์ จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตดอกเบญจมาศ และแปลงใหญ่ไม้ดอกบ้านตาติด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี, นายยงยุทธ เลารุจิราลัย จาก The FIGnature Garden (สวนมะเดื่อฝรั่ง เดอะ ฟิกเนเจอร์) อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

นายทัพพ์ธนพนธ์ สภาพันธ์ จากพีเจ ริช อินเตอร์กรุ๊ป ธุรกิจขายส่งผักและผลไม้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จำหน่ายกล้วยหอมทอง แบรนด์ mr.banana, นายนัฐวุฒิ เนตรประไพ จาก NPP Orchid อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ที่ร่วมทำวิสาหกิจชุมชนกล้วยไม้แปลงใหญ่, นส.กมลวรรณ รุ่งประเสริฐวงศ เจ้าของแบรนด์ TEAMPHUM เพาะเลี้ยง ผำหรือ “ไข่ผำ” อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี

น.ส.สุรีรัตน์ สิงห์รักษ์ จากไร่ลองเลย กาแฟเมืองเลยที่ อ.นาแห้ว จ.เลย, นายศุภชัย มิ่งขวัญ จากไร่ภูตะวันออร์แกนิค ฟาร์ม อ.อำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ, นายณัฐพล ศรีวิลัย โฮมสเตย์ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และนายสุชา วันศุกร์ จากชุมชนบ้านไหนหนัง แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อ.เมือง จ.กระบี่

จบทริป ธ.ก.ส.ได้สานต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทยให้ดีขึ้น ผ่านเกษตรกรหัวขบวนที่จะนำความรู้อันคุ้มค่านี้กลับไปพัฒนาชุมชนต่อไป

ณัฐชนัน ฐิติพันธ์รังสฤต