EIC เผยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากโควิดช้าเป็นอันดับ 162 จาก 189 ประเทศในโลก
นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานการประชุมใหญ่หอการค้าไทย 5 ภาค ประจำปี 2567 หัวข้อเสวนาจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยกับการปรับตัวธุรกิจไทยในภูมิภาคว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดได้ช้ากว่าวิกฤตรอบก่อนๆ และช้ากว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก ณ สิ้นปี 2566 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากโควิดช้าเป็นอันดับ 162 จาก 189 ประเทศในโลกที่เศรษฐกิจฟื้นกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดแล้ว สะท้อนผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย
นายสมประวิณกล่าวว่า สาเหตุหลักๆ อาจมาจาก 1.รายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยเติบโตชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงโดยข้อมูลไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 91.3% ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และอันดับที่ 7 ของโลก (ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ณ ไตรมาส 3/2566)
2.ธุรกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและไม่เท่ากัน โดยธุรกิจขนาดเล็กจะฟื้นช้า เปราะบาง และมีสัดส่วนในรายได้ของภาคธุรกิจน้อยลงต่อเนื่อง โดยดัชนีการฟื้นตัวของรายได้ธุรกิจปี 2565 แบ่งเป็นธุรกิจขนาดย่อยและย่อม ขยายตัวติดลบ 0.8% ธุรกิจขนาดกลาง ขยายตัว 3.5% และธุรกิจขนาดใหญ่ ขยายตัว 20.8% 3.ภาคส่งออกไทยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันไม่ทันประเทศอื่น ส่วนหนึ่งเพราะภาคการผลิตไทยยังผูกโยงกับห่วงโซ่อุปทานเก่าอยู่มาก จึงไม่ได้รับอานิสงส์ของความต้องการสินค้าและบริการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น
4.การลงทุนในประเทศต่ำทั้งการลงทุนภาครัฐและเอกชน โดยการลงทุนต่อจีดีพีของไทยต่ำลงนานกว่า 2 ทศวรรษและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค รวมถึงความสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ของไทยต่ำลงเมื่อเทียบประเทศในภูมิภาค ซึ่งไทยมีการลงทุน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่สิงค์โปร์ มีเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศอยู่ที่ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
“จากสาเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จากปี 2560-2565 ขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.4% แต่คาดการณ์ปี 2567 ขยายตัวลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ดังนั้น ธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อรับเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง” นายสมประวิณกล่าว
นายสมประวิณกล่าวว่า แนะนำการเสริมเศรษฐกิจไทย โดยการเพิ่มสภาพคล่องและแก้หนี้ครัวเรือนเปราะบาง และเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยสิ่งที่ต้องเร่งเยียวยา อาทิ 1.มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผ่านการลดรายจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับกลุ่มคนรายได้น้อย (ทาร์เก็ท) ยังคงมีความจำเป็น เพื่อให้ยังสามารถมีคุณภาพชีวิตและผ่านพ้นผลกระทบจากวิกฤตนี้ไปได้ 2.มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยลูกหนี้ผิดนัดชำระที่ยังมีศักยภาพให้โอกาสทยอยหารายได้มาจ่ายคืนหนี้ หรือสร้างแรงจูงใจให้พยายามลดหนี้ให้เร็วขึ้น
“และ 3.ภาครัฐร่วมมือกับเจ้าหนี้ เร่งแก้หนี้ทั้งในและนอกระบบ ซึ่งให้คำปรึกษาลูกหนี้ เพื่อแก้หนี้อย่างเหมาะสม โดยลดหนี้เก่าและลดการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็นให้ความรู้สร้างวินัยการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงิน” นายสมประวิณกล่าว
นายสมประวิณกล่าวว่า ขณะที่การเร่งเสริมภูมิคุ้มกันโดยสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ อาทิ 1.นโยบายเพิ่มความสามารถในการหารายได้ ได้แก่ การปรับทักษะแรงงาน เพิ่มความสามารถในการผลิต เช่น การสร้างแพลตฟอร์มช่วยปรับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการจ้างงานยุคใหม่ 2.นโยบายปรับปรุงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน และสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อเป็นทุนในการดำเนินชีวิต และ 3.นโยบายเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกภาครัฐที่เข้ามาช่วยจัดการความเสี่ยงที่มีต่อรายได้และฐานะการเงินของคนไทย เช่น ระบบประกันสังคม และระบบความช่วยเหลือจากภาครัฐ
“นอกจากนี้ การจะสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีกลยุทธ์ ต้องมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงและยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลงทุนเชิงกลยุทธ์ ลงทุนมุ่งสู่กรีนทรานฟอร์มเมชั่น ลงทุนกลุ่มเป้าหมายตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนไปตามปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การจัดการเงินทุนเหมาะสม ดึงดูดให้เอกชนลงทุนเพิ่มด้วยแรงจูงใจที่เหมาะสม และทบทวนการจัดสรรงบลงทุนของรัฐบาล รวมถึงสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้ออำนวย” นายสมประวิณกล่าว

