อีกหนึ่งนโยบายที่รัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สตาร์ตเครื่องอย่างร้อนแรงคือ นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน เพื่อเพิ่มรายได้ให้ภาคแรงงาน ลดภาระค่าครองชีพที่กำลังถ่วงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย
ตามโรดแมปนโยบายนี้กำหนดขึ้นค่าแรงไปถึงวันละ 600 บาทในปี 2570 จากปัจจุบันแรงงานขั้นต่ำอยู่ในอัตรา 330-370 บาทต่อวัน
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้าประกาศข่าวดีให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศว่า ในปี 2567 จะต้องได้เห็นค่าจ้างขั้นต่ำที่ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2 มีนาคม 2567 ครม.มีมติรับทราบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอเรื่องประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ครม.นัดดังกล่าวได้พิจารณาให้ธุรกิจโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป และมีลูกจ้างมากกว่า 50 คน นำร่องในเมืองท่องเที่ยว 10 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดกระบี่ ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ภูเก็ต ระยอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี คาดว่าปรับค่าแรงในอัตราดังกล่าวได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567
อย่างไรก็ตาม การจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำอัตรา 400 บาท ยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด คณะอนุกรรมการวิชาการ และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ที่จะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567
กระนั้นแล้ว ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวการปรับขึ้นค่าแรงอาจเป็นตัวช่วยให้ลูกจ้างมีรายได้มากขึ้น ขณะเดียวกันภาคเอกชนที่เป็นนายจ้างอาจจะคิดหนักต่อการรับนโยบายการขึ้นค่าแรงงานของรัฐบาล
⦁กกร.-54สมาคมค้านค่าจ้าง400บาท
สะท้อนจากภาคเอกชน นำโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่ากกร.ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 400 บาท เพราะเป็นการปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง จะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาจากปัจจัยหลายประการที่มีความผันผวน
อาทิ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ สงครามการค้าระหว่างประเทศ กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2567 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 62.39% ลดลง 4.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไทย
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน หอการค้าทั่วประเทศ 5 ภาค และสมาคมการค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น54 สมาคมต่างคัดค้านเช่นกัน โดยนายพจน์ระบุ เข้าใจนโยบายและเป้าหมายการปรับอัตราค่าจ้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยในประเทศไทยของรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ที่จะให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เสนอการปรับค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกลไกการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี)
“ต้องการให้การพิจารณานโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปตามหลักกฎหมาย ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามที่ไตรภาคีศึกษาและพิจารณา เพราะดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้าง ดัชนีค่าครองชีพ เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความสามารถของประเภทธุรกิจตามที่กฎหมายกำหนด” นายพจน์ระบุ
⦁ดัน5ข้อเสนอแนะรัฐบาล
โดย กกร.มีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังนี้ 1.ควรปรับตามที่กฎหมายบัญญัติกำหนดไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 2.ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แต่ควรใช้กลไกจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด และคณะกรรมการไตรภาคี เป็นผู้พิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 3.ควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงาน ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเพียงอัตราค่าจ้างของแรงงานแรกเข้าที่ยังไม่มีฝีมือ รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมมาตรการทางภาษี ลดอุปสรรคต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงานให้ความสำคัญกับการอัพสกิล รีสกิล และนิวสกิล เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
4.ควรรับฟังความคิดเห็นและศึกษาถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ ควรหารือร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ใช้กลไกจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จังหวัดเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ หรือประเภทธุรกิจเช่นกัน และ 5.ภาครัฐควรเข้ามาดูแลค่าครองชีพในการดำรงชีพของแรงงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า เป็นต้น จะสร้างความสมดุลด้านรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพให้กับแรงงานให้สอดคล้องตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
⦁ถก‘พิพัฒน์’13พ.ค.
นายพจน์กล่าวอีกว่า กกร.จะทำหนังสือถึงกระทรวงแรงงานเพื่อขอคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ และหารือถึงแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงให้เหมาะสมกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงจะมีการหารือกับภาคเอกชนในแต่ละจังหวัดถึงผลกระทบและจัดทำข้อเสนอต่อการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด โดยจะยึดกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) เป็นสำคัญ
โดยหอการค้าได้เปิดให้สมาคม องค์กรภาคเอกชน แสดงความจำนงคัดค้านการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาทอัตราเดียวทั่วประเทศได้ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม เพื่อนำความคิดเห็น ผลกระทบ และข้อเสนอ จัดทำเป็นจดหมายไปยื่นและเข้าพบ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการไตรภาคีในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567
“ยืนยันภาคเอกชนไม่เคยปฏิเสธรัฐบาลในด้านต้องการเพิ่มรายได้ให้แรงงาน แต่ต้องคิดให้รอบด้านถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากแค่ไหนที่มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย หากเพิ่มภาระด้านแรงงานที่ยังไม่พร้อมจะกลายเป็นศรย้อนกลับให้ทุกคนต้องมีภาระเพิ่มจากราคาสินค้าและค่าบริการสูงขึ้น สุดท้ายแรงงานไม่ได้อะไรเพิ่ม คาดหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังและนำไปทบทวนในที่สุด” นายพจน์ระบุ
⦁สรท.ชี้ขึ้นค่าแรงฉุดแข่งขันไทยตก
สอดคล้องกับ นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สะท้อนความคิดเห็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า การปรับค่าแรงต้องพิจารณาให้รอบด้านและกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภายใต้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง พิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาพรวมเนื่องจากมีข้อพิจารณาสำคัญ ประกอบด้วย
1.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากัน 400 บาททั่วประเทศ ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นและใช้ทักษะไม่สูง อาทิ อาหาร เกษตร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งไทยต้องแข่งขันกับสินค้าต้นทุนต่ำจากจีนและเวียดนามที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ จะทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกโดยเฉพาะต่อคู่แข่งสำคัญ
2.ค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับผลิตภาพแรงงาน (โปรดักทิวิตี้) จะก่อให้เกิดปัญหาต่อภาคการผลิต ขณะที่การจัดสรรงบประมาณเพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงานน้อยกว่า 1% สะท้อนผลิตภาพที่เปราะบาง และ 3.การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดจะกระทบอุตสาหกรรมเดิม หรืออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมชั้นสูงได้ในเวลาอันสั้น
⦁วอนรัฐบาลทบทวนใหม่
นายชัยชาญระบุอีกว่า รัฐบาลควรบริหารจัดการต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก โดย สรท.มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้ 1.ควรปรับค่าแรงและกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภายใต้กลไกคณะกรรมการไตรภาคีในแต่ละพื้นที่ คำนึงถึงค่าครองชีพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ผลิตภาพของแรงงาน พิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาพรวม
2.ขอให้พิจารณาปรับค่าแรงอย่างรอบคอบและปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป 3.การปรับค่าแรงต้องสอดคล้องกับฝีมือแรงงาน โดยรัฐต้องสนับสนุนเรื่องผลิตภาพรวม และทักษะด้านนวัตกรรมของแรงงานไทยให้ชัดเจน และ 4.ควรตั้งกองทุนร่วมลงทุนกับบริษัทที่ต้องเสริมสภาพคล่องสำหรับจ้างแรงงานมีฝีมือมาปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้การแข่งขัน
“ผู้ผลิตมีการลงทุนในอุตสาหกรรมมายาวนานและมีการปรับปรุงการดำเนินงานต่อเนื่อง ถ้าผลิตภาพการผลิตดีทั้งซัพพลายเชนจะส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานดีทั้งหมด รัฐควรเน้นหนักเรื่องเงินทุนสนับสนุน การปรับปรุงเครื่องจักรอย่างจริงจังให้สอดคล้องกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น” นายชัยชาญย้ำ
⦁ส.อ.ท.หวั่นธุรกิจล้มแนะลดค่าครองชีพ
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทันที 400 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลผสม อาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ขาดความเป็นเอกภาพ อีกทั้งยังกังวลนโยบายของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เพราะประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ไม่มีพูดถึงเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศทุกกิจการต้องพิจารณาให้รอบคอบ หากขึ้นทันทีลูกจ้างดีใจ แต่ผู้ประกอบการที่ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวเผชิญต้นทุนการจ้างเพิ่มขึ้นกว่า 30% สุดท้ายอาจนำไปสู่การเลิกกิจการและเลิกจ้าง การขึ้นค่าแรงทันทีจึงเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแต่ไปสร้างปัญหาใหม่ ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ทันทีโดยไม่สร้างผลกระทบใครคือ มาตรการลดค่าครองชีพ เพิ่มเงินในกระเป๋าและเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งการใช้มาตรการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
⦁ปรับเงินขัดกฎหมายมีแต่ข้อเสีย
ขณะที่ นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ กังวลต่อการปรับค่าแรงทั้งประเทศ 400 บาท เพราะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจและซัพพลายเชน ระยะยาวมีแต่ข้อเสีย 1.ถ้าจ้างงานไม่ไหว ลดแรงงาน มีคนตกงาน กลับมาเป็นปัญหาให้รัฐบาลและสังคมต้องดูแลต่อไป 2.ลดการขยายตัวทางธุรกิจและการลงทุน ระยะสั้นจะเกิดภาวะชอร์ตไม่น้อยกว่าครึ่งปีจากการใช้อัตราใหม่ที่สูงเกินรับไหว จะเกิดการฟรีซการจ้างงานระยะยาว
3.ประชาชนแบกรับการปรับราคาสินค้า หรือบริการ เพราะต้นทุนธุรกิจสูงสะท้อนไปกับราคาสินค้าและค่าบริการ กลายเป็นวงจรค่าครองชีพที่ดีดตัวสูง กระทบประชาชนทุกคน แม้จ่าย 400 บาท แต่แบกรับค่าใช้จ่ายแพงขึ้น แรงงานไม่ได้อะไรเพิ่ม คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แรงงานโดยตรง 4.เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่ม ปัจจุบันเงินเฟ้อต่ำ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมองว่าจะลดดอกเบี้ยได้ไหม หากขึ้นค่าแรงดันเงินเฟ้อสูงขึ้น โอกาสปรับลดดอกเบี้ยจะต่ำลง รัฐบาลต้องดูผลกระทบทั้งวงจร 3 เรื่องที่รัฐควรทำคือ 1.รัฐควรทบทวนนโยบายการปรับอัตราแรงงานสูงเกินรับไหว 2.ศึกษากฎหมายให้รอบด้าน และ 3.คุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
⦁ธุรกิจ50%ยืนอยู่ปากเหว
นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า ผลสำรวจภาคธุรกิจสะท้อนว่า 50% ระบุยังรับไม่ได้กับการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาท และมีเพียง 40% ปรับตัวได้เพราะจ่ายค่าแรงงานสูงกว่า 400 บาทแล้วและในการสำรวจสะท้อนว่าแต่ละพื้นที่มีความเป็นธรรมชาติเกี่ยวกับต้นทุน และค่าครองชีพไม่เท่ากัน
“การปรับขึ้น 400 บาท จะกระทบต่อโครงสร้างแรงงานแต่ละจังหวัดระดับตั้งแต่ 8-23% สะท้อนได้ว่าบางจังหวัดจะเกิดแรงกระชากอย่างรุนแรง เทียบกับจีดีพี 3 ปีย้อนหลังมานี้ จีดีพีโตรวมกันแค่ 6% แต่ปัจจัยทุกอย่างต่อจีดีพีขยับมาก ทั้งเงินเฟ้อ ต้นทุนต่างๆ แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ เหมือนอยู่แค่ปากเหว ผู้ประกอบการสะท้อนว่าหากแบกรับไม่ไหวต้องลดการจ้างงาน หันใช้เครื่องจักรแทนมากขึ้น และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน” นายธนวรรธน์กล่าว
ท่ามกลางเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวสดใส การขึ้นค่าแรงเหมือนดาบสองคม ลูกจ้างชอบ นายจ้างยิ้มไม่ออก!!

