หน้าแรก เศรษฐกิจ รุ่งเรือง พิท...

รุ่งเรือง พิทยศิริ : สิ่งที่นายกควรทำ

13.05.24 | 08:10 น.

รุ่งเรือง พิทยศิริ : สิ่งที่นายกควรทำ

สัปดาห์หนึ่งผ่านไปด้วยความรวดเร็วมาก จนคนเขียนบทความต้องมานั่งนึกว่าสัปดาห์นี้เราควรเขียนอะไรมีค่า ที่ทำให้สังคมเกิดความจรรโลงใจ หลีกเลี่ยงการกระแหนะกระแหน แต่สร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าในสังคมครับ ดูเสมือนว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกคลายความกังวลลงเล็กน้อย หลังจากตัวเลขการว่างงานของสหรัฐมีอัตราสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 3.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่เติบโตน้อยกว่าคาดมาก ทำให้ตลาดมีความหวังเพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ในช่วงปลายปี ในขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษเริ่มมีสัญญาณว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ในอีกไม่ไกลมาก ตลาดการเงินจึงคลายความเครียดลงได้บ้าง ท่ามกลางสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและยังมีความเสี่ยงมาก ที่ผมหยิบยกจุดนี้ขึ้นมาเขียนก่อนเพราะต้องการบอกผู้อ่านว่า ถ้าประเทศฝั่งตะวันตกและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเขาไม่ลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็ว จะยังไงก็แล้วแต่ เราประเทศไทยก็คงจะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ยาก เพราะเราเป็นประเทศที่พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่การส่งออกที่ขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ และการลงทุนโครงสร้างการผลิตที่ถือเป็นอุตสาหกรรมชั้นบนของประเทศ รวมถึงพวก FDI ก็มาจากต่างประเทศทั้งนั้น ดังนั้นความหวังว่า ธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้เรื่อยๆ ปัจจัยหลักหนึ่งก็คือสถานการณ์ภาคการเงินในฝั่งตะวันตกเป็นสำคัญ หากไม่เช่นนั้น เราอาจหวังได้เพียง การลดเพียง 0.25 % เพื่อตอบสนองแรงกดดันของฝั่งการเมืองเพียงเท่านั้น การเรียกร้องว่าจะให้ลดดอกเบี้ย จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจคิดได้ในประเทศเพียงฝ่ายเดียว เรียกร้องไปอย่างไร ก็คงไม่ค่อยมีผลได้จริงจังมากนัก

การลดอัตราดอกเบี้ยในขาหนึ่งเพื่อบอกว่าต้องการช่วยลดต้นทุนของภาคการผลิตและประชาชนผู้มีหนี้ แต่อีกขาหนึ่งก็ส่งสัญญาณในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตของห่วงโซ่อุปทานส่วนบนชัดเจน แม้ว่าจะเพิ่มกำลังการซื้อของอุปสงค์ด้านล่าง แต่ก็ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นด้วยตามขึ้นมา ดังนั้นมันจึงเกิดสัญญาณการขัดกันของนโยบาย ผมจึงมานั่งนึกว่าตกลงแล้วส่วนไหนมันสำคัญกว่ากัน

เราลองมาวิเคราะห์ดูครับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการออมกระจุกตัวอยู่ที่คนเพียงไม่ถึง 5% หรือเราบอกว่า คนในกลุ่ม 5 % นี้คือคนที่มีปริมาณการออมมากถึง 95 % ของทั้งประเทศ รวมถึงกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่าขั้นสูงของประเทศ ก็ครองส่วนแบ่งการส่งออก และจีดีพีของประเทศมากๆ อย่างที่เคยบอกกันว่า จีดีพีของจังหวัดระยอง มีขนาดสูงสุดในประเทศไทย เพราะมีค่าถ่วงน้ำหนักจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย รวมตัวกันมากมาย สูงกว่ากรุงเทพมหานคร ที่เป็นเมืองหลวง ถึงกว่า 40 % และรองลงมาก็ชลบุรี เพราะเป็นพื้นที่ติดกับระยองนั่นเอง และต่อมาก็ฉะเชิงเทรา ทั้งๆที่เมืองไม่มีระดับความเจริญอะไรมากมาย เว้นแต่มีโรงงานประกอบและผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนจำนวนมาก รวมถึงชิ้นส่วนอากาศยานด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยมีค่าถ่วงน้ำหนักของอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลสูง สูงมาก รวมถึงกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจมีระดับการถือครองเศรษฐกิจในสัดส่วนสูงลิบลิ่ว ดังนั้นถ้าต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น ต้องกระตุ้นอย่างไร

ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีระดับการออมมาก แต่กระจายไปทั่วประชากรทั้งประเทศ เวลาเขาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ หรือติดลบมาอย่างยาวนาน มันจึงคิดเหมือนกันไม่ได้

Advertisement

ประเทศไทยควรกระตุ้นเศรษฐกิจจากด้านบน หรือด้านล่าง อะไรคือด้านบน ถ้าถือว่าด้านบนคือการผลิต ด้านล่างคือแรงงาน ตกลงต้องกระตุ้นที่การผลิต ให้เขาอยากลงทุน อยากผลิต อยากไปสู้กับการผลิตที่อื่นๆ ประเทศอื่นๆ หรือควรกระตุ้นที่แรงงาน ให้แรงงานซื้อของ ใช้เงินให้มากๆ ผู้อ่านคงตอบได้ง่ายๆนะครับว่า ต้องกระตุ้นที่การผลิต หรือบางคนเขาบอกว่า รดน้ำที่ใบ ในขณะที่นักการเมืองชอบพูดว่า ให้รดน้ำที่ราก ถ้ามองในมุมพฤกษศาสตร์ ก็ต้องบอกว่ารดน้ำที่รากถึงจะถูก ต้นไม้จะไม่เหี่ยวเฉา และก็อุปมาแรงงานเป็นเหมือนราก ใช้คำพูดต่อไปว่าไปกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า สร้างกองทุนหมุนเวียนให้รากหญ้า แล้วรากหญ้าไม่เป็น NPL เหมือนนักธุรกิจ

ถ้ามีทรัพยากรการเงิน การคลัง เพียงพอ จะกระตุ้นที่ไหน ก็คงดีไปหมด ใช่ไหมครับ แต่ถ้ามีข้อจำกัด เราก็ควรเลือกระตุ้นที่จุดที่จะสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดใช่ไหมครับ จริงๆ เราไม่ควรไปเปรียบเทียบ ว่าเศรษฐกิจเป็นต้นไม้ เหมือนในอดีตเลย เพราะการผลิตปัจจุบันมันมีภาพพจน์การใช้แรงงานที่กำลังจะเปลี่ยนไปอีกมาก ต้องการใช้แรงงานลดลง ต้องการแรงงานมีฝีมือมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ และระหว่างภาคต่างๆในอุตสาหกรรมมาก มีพลวัตรสูงมาก รากหญ้ามีระดับหนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลข NPL กำลังเพิ่มอย่างรวดเร็ว สอบถามเจ้าสัวธนาคารทั้งหลายได้ครับ

ผมจึงพยายามจะบอกในบทความนี้ว่า ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาในการขับเคลื่อนนโยบายให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมขั้นสูงของประเทศ ถ้าเป็นไปได้ควรพิจารณาลดขั้นตอนและอุปสรรคทุกอย่างในการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ทุกสาขาการผลิตเลย หรือพิจารณาลดภาษีที่เกี่ยวข้องลงเพื่อแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ให้ได้ นำเข้าบุคลากรมีฝีมือด้วยการส่งเสริมแรงจูงใจทุกมิติ ประเทศเรากำลังขาดแคลนทั้งแรงงานมีฝีมือ และแรงงานขั้นต่ำ แม้กระทั่งประชากรก็ขาดแคลน คนตายมีมากกว่าคนเกิด แต่เราไปโฟกัสเรื่องการเพิ่มกำลังการซื้อของแรงงาน ทั้งการแจกเงิน และการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ผมจึงมีความเป็นห่วงว่า เรากำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยเครื่องยนต์ที่ไม่มีกำลัง ไม่ใช่การเติมพลังให้กลุ่มที่มีศักยภาพ

ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรีใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปรับเปลี่ยนนโยบาย ให้ตรงกับปัญหา ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้ว่าท่านเป็นคนขยัน มีความตั้งใจสูง แต่การเดินทางไปตรวจงานทั้งในส่วนภูมิภาค หรือชายแดน น่าจะเป็นหน้าที่ของคนระดับอธิบดี หรือสูงสุดก็คงแค่รัฐมนตรีช่วยที่ได้รับมอบหมายก็คงพอไหมครับ อยากเห็นท่านไปเร่งผลักดันจุดสำคัญ รวมถึงว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นของประเทศ กำลังชะลอตัวอย่างชัดเจน เราควรเร่งพัฒนาห่วงโซ่ใหม่ในอุตสาหกรรมนี้ไหม เช่น การพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน การพัฒนาการจัดเก็บคาร์บอนใต้มหาสมุทรให้ออกเป็นเชิงปฏิบัติการ จริงจัง การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง เพราะเรามีขยะมหาศาลในทุกๆจังหวัด เรามีปริมาณแดดจัดมากในทุกๆจังหวัด

ผมชื่นชมท่านขับเคลื่อนนโยบายการนำเอากัญชากลับมาเป็นยาเสพติดอีกครั้ง ผมอยากเห็นท่านนายกใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขับเคลื่อนนโยบาย และทำ Strategy Map หรือแผนที่ยุทธศาสตร์ พิจารณา Critical Driver คือตัวที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ที่ใช้กำกับและติดตามงานจากนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล รวมไปถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อยากให้ท่านเอาเวลามาติดตามการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาหลักของประเทศ วันนี้ ถ้าประเทศเรา และประเทศเพื่อนบ้าน กวดขันไม่ให้มีการเผาป่า หรือเผาไหม้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ผมเชื่อว่าเราคงสามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้โดยไม่ยาก ใช่ไหมละครับ