หน้าแรก SDG Updates แกร็บ ชี้ รัฐ...

แกร็บ ชี้ รัฐกระตุ้นท่องเที่ยวมาถูกทาง เติมช่องว่างท้องช้างหน้าโลว์ หวังแก้ปมหนี้พุ่ง-ต้นทุนเพิ่ม

15.05.24 | 16:29 น.

แกร็บ ชี้ รัฐกระตุ้นท่องเที่ยวมาถูกทาง เติมช่องว่างท้องช้างหน้าโลว์ หวังแก้ปมหนี้พุ่ง-ต้นทุนเพิ่ม

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยกลับมาเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการเร่งผลักดันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวไทย ที่แม้เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) แต่ภาพการใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นแกร็บ ก็ไม่ได้ชะลอตัวลงตามการท่องเที่ยวช่วงตกท้องช้าง จากเดิมในปีก่อนหน้า การท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี หลังจากผ่านช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมไปแล้ว แต่ปีนี้สามารถดูดีได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงหลังสงกรานต์ที่เดิม ภาพจะชะลอตัวลง แต่ก็เห็นการขยับไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นผลจากการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวจากภาครัฐ และหน่วยงานอื่นที่ทำไปพร้อมกัน

นายวรฉัตรกล่าวว่า กรณีหลังจากรัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่นั้น ต้องขอบคุณรัฐบาลก่อนในส่วนของการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยมีแผนงานที่ชัดเจน มีแนวทางทำงานที่สามารถทำได้จริง มีมิติหลากหลายมากกว่าเดิม ไม่ได้เป็นเหมือนการบอกเล่านโยบายของรัฐบาลแบบเดิมแล้ว ซึ่งในภาพรวมสิ่งที่คาดหวังเป็นเรื่องความกังวลเศรษฐกิจรวม ปัญหาหนี้ครัวเรือน ตลาดรถมือสอง ที่อาจส่งผลกระทบในหลายภาคส่วน แต่เนื่องจากมีหน่วยงานหลักที่ดูแลปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว อาทิ เครดิตบูโร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง โดยหวังว่าหากมีการแก้ไขปัญหาได้ดี ก็จะไม่มีผลกระทบส่งต่อในระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติม

นายวรฉัตรกล่าวว่า ในกรณีการปรับขึ้นต้นทุนค่าครองชีพ อาทิ การปรับขึ้นราคาน้ำมัน ให้กรอบไว้สูงสุด 33 บาทต่อลิตร ส่วนนี้บริษัทช่วยผู้ขับในเรื่องช่วยค่ารอบ ไม่มีการปรับเพิ่ม แต่ในเมืองท่องเที่ยวพยายามปรับเพิ่มให้ เพราะเข้าใจว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่า รวมถึงเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพาหนะเป็นยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการทดลอง พบว่า คนขับเปลี่ยนมาใช้รถอีวี สามารถประหยัดต้นทุนพลังงานได้สูงมาก อาทิ รถจักรยานยนต์ส่งอาหารที่เป็นรถอีวี จะประหยัดต้นทุนได้กว่า 75% โดยบริษัทเพิ่มบริการในส่วนของรถอีวีให้เช่า พร้อมสลับแบตเตอรี่ให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เริ่มต้นประมาณ 100 บาทต่อวัน ซึ่งประหยัดกว่าใช้น้ำมันแน่นอน โดยตั้งเป้าหมาย 5 ปีจะต้องมีคนขับเปลี่ยนใช้รถอีวี 10% ในภาพรวม หรือหลัก 1 หมื่นคันขึ้นไป ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 3 ปี ขณะนี้มีผู้ขับใช้รถอีวีประมาณ 5 พันคันแล้ว

Advertisement

นายวรฉัตรกล่าวว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใช้จ่ายมากกว่าคนไทย 2 เท่า อาทิ การเรียกรถจะเน้นรถคันใหญ่ พรีเมียมที่สุดเป็นหลัก กลุ่มที่พักระยะยาวก็จะสั่งอาหารจำนวนมากๆ เก็บไว้แบ่งทานเป็นมื้อๆ เพื่อความสะดวก ทำให้การใช้งานแกร็บ 3 อันดับแรก เป็น 1.เรียกรถ 2.สั่งอาหาร และ 3.สั่งซื้อสินค้าจากร้านค้า โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากสุดเป็นกางเกงช้าง และผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ก่อนหน้านี้เป็นมะม่วง

“ความเป็นแพลตฟอร์ม การมีเทคโนโลยี ทำให้สามารถสร้างมาตรฐานได้ ทั้งเรื่องราคา และความปลอดภัย ทำให้ตอนนี้ไม่ได้เป็นการตั้งเป้าหมายในเชิงธุรกิจแล้ว แต่เป็นเป้าหมายในเรื่องเชิงว่า ภาคเอกชนจะมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทย และนโยบายของรัฐบาลได้อย่างไร ซึ่งเรามองว่านโยบายในการผลักดันเรื่องการท่องเที่ยวถือเป็นนโยบายที่ดีมาก เป็นประโยชน์กับทุกคนด้วย จึงมีการร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สายการบิน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และส่วนอื่นๆ อีกมากมาย ที่คาดว่าหากมีการร่วมมือกันจะเป็นประโยชน์มากกว่านี้แน่นอน” นายวรฉัตรกล่าว

นายวรฉัตรกล่าวว่า หลังจากรัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในวิสัยทัศน์สำคัญคือการพลิกฟื้นการท่องเที่ยว และตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค (Tourism Hub) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศและส่งเสริมเศรษฐกิจ แกร็บได้จัดงาน GrabNEXT เพื่อนำความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของอีโคซิสเต็มของแกร็บที่ให้บริการครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเติมเต็มและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อ ผ่านกลยุทธ์ T.R.A.V.E.L. ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายังประเทศไทย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและมหภาค และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นายวรฉัตรกล่าวต่อว่า แบ่งเป็น 1.Technological Integration การนำเทคโนโลยีดิจิทัลอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว 2.Reliability & Safety การสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว 3.Accessibility การส่งเสริมการเดินทางเพื่อเข้าถึงเมืองหลัก และเมืองรอง 4.Valuable Experiences การสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำ 5.Environmentally Friendly การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก และ 6.Local Touch การผลักดันให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น