นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามสัญญาก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า การลงนามก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาทครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และรฟม.ที่ได้เร่งดำเนินการให้เกิดขึ้น ซึ่งแนวคิดการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มนี้ มีมายาวนานกว่า 10 ปี แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา การลงนามเพื่อเริ่มต้นการก่อสร้างครั้งนี้ เสมือนเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ให้เกิดการเริ่มลงทุน และภายในปีนี้เป็นโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 10 เส้นทางจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างแน่นอน
นายสมคิด กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า กระทรวงคมนาคมจะขออนุมัติการเชื่อมต่อการเดินรถรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 1 สถานี ช่วงบางซื่อ – เตาปูนอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือนในการติดตั้ง และเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากนั้นจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายที่จะเข้าครม. เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนทั้งระบบ หรือ ฟีดเดอร์ขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจะไม่ปล่อยในเรื่องนี้เกิดความล่าช้า รวมทั้งได้ฝากให้กระทรวงคมนาคม รฟม. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เร่งศึกษาและพิจารณาระบบขนส่งมวลชนในต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต ให้สามารถเสนอเข้าครม.ได้ภายในปีนี้ เนื่องจากขณะนี้จังหวัดใหญ่ๆ ประสบปัญหาการจราจรที่แออัดอย่างมาก และยังเป็นการกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯไปสู่ต่างจังหวัด ส่วนรูปแบบการลงทุน หากภาคเอกชนในจังหวัดสนใจก็อาจเป็นรูปแบบร่วมทุนรัฐเอกชน(พีพีพี) ถ้าเอกชนไม่มีกำลังพอ รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุน
“ที่กังวลว่าผลตอบแทนค่าตั๋วจะได้น้อยเหมือนรถไฟฟ้าสายสีม่วงหรือไม่ ผมไม่อยากให้มองแต่ผลประกอบการจากการขายตั๋วอย่างเดียว เพราะไม่มีรถไฟที่ไหนในโลกจะได้กำไรจากขายตั๋ว แต่ควรดูที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ ซึ่งอยากให้รอดูอีก 10 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ เมื่อรถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพฯ รถไฟรางคู่เกิดขึ้น ประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน”
นายสมคิดกล่าวถึงเรื่องเงินคงคลังว่า 2 วันที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐบาลไม่ค่อยมีเงิน ตนมองว่าเป็นมุกเก่าๆควรเลิกเล่นได้แล้ว สิ่งเหล่านี้ทุกคนรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลมีฐานะการเงินที่มั่นคง “ประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างดี รวมทั้งต่างประเทศกำลังมั่นใจในประเทศไทย แต่ทำไมต้องมาทำสิ่งที่ไม่เป็นความจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาชี้แจงแล้ว ยืนยันแล้ว ต้องให้เกียรติรัฐมนตรีฯบ้าง อย่างข่าววันนี้ดีๆ ต้องรู้จักนำเสนอ เพื่อให้ต่างชาติเกิดความมั่นใจ คนไทยกันเองอย่าบั่นทอนกันเอง ทำงานร่วมกัน ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน”
นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรฟม. กล่าวว่า การลงนามก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ระยะทาง 23 กิโลเมตร (กม.) แบ่งออกเป็น 6 สัญญ วงเงิน 79,221 ล้านบาทประกอบด้วย สัญญาที่ 1งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – รามคำแหง 12 CKST JOINT VENTURE (ประกอบด้วย บริษัท ช.การช่าง จํากัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)) วงเงิน 20,633 ล้านบาท สัญญาที่ 2 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12 – หัวหมาก CKST JOINT VENTURE วงเงิน 21,507 ล้านบาท สัญญาที่ 3 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงหัวหมาก – คลองบ้านม้า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) วงเงิน 18,570 ล้านบาท
สัญญาที่ 4 งานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งและสถานียกระดับ ช่วงคลองบ้านม้า – สุวินทวงศ์ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด วงเงิน 9,990 ล้านบาท สัญญาที่5 ศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถ CKST JOINT VENTURE วงเงิน 4,831.24 ล้านบาท สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบราง ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – สุวินทวงศ์ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด วงเงิน 3,690 ล้านบาท โดยในขั้นตอนต่อไปรฟม.เข้าพื้นที่ดูงานก่อสร้างตลอดแนวสายทางก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้รับเหมาดำเนินการก่อสร้างต่อไป ทั้งนี้การก่อสร้างจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี ครึ่ง และสามารถเปิดเดินรถได้ในปี 66 ส่วนสัญญาการเดินรถนั้นอยู่ระหว่างร่างสัญญา โดยเบื้องต้นรฟม.กำหนดว่าจะเป็นรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุน โดยให้เอกชนเดินรถรายเดียวตลอดสาย

