
บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ผมจะเขียนถึงภาพรวมกำไรสุทธิ 1Q67 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่รายงานออกมาครบถ้วนแล้วทุกบริษัท กำไรสุทธิรวมทุกบริษัทในไตรมาสนี้ (จำนวนบริษัท 97.98% ของจำนวนบริษัททั้งหมดใน SET เนื่องจากมีบางบริษัทปิดงบการเงินไม่ตรงกับงวดปีปฏิทินปกติ) เท่ากับ 2.75 แสนล้านบาท ซึ่งลดลง -1.4% YoY แต่ฟื้นตัวขึ้นมามากถึง +52.1% QoQ การที่กำไรฟื้นตัวขึ้นมามากเทียบ QoQ เนื่องจากใน 4Q66 ที่ผ่านมามีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ก้อนใหญ่รวมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท (ผมประเมินว่าเป็นการส่งสัญญาณคล้ายกับการทำ “Big Bath” หรือการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจำนวนมากๆ ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นขณะนั้นไม่สดใส แต่จะทำให้ผลการดำเนินงานฟื้นตัวเด่นในปีถัดไป เมื่อไม่มีการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีดังกล่าวอีกแล้ว)
ภาพรวมใน 1Q67 ถือว่าเป็นไตรมาสที่รายงานผลการดำเนินงานออกมาดี แม้ว่าจะยังเห็นการปรับลดลง YoY ก็ตาม เนื่องจากหากพิจารณาบริษัทที่นักวิเคราะห์ใน Consensus ได้ทำการคาดการณ์กำไร 1Q67 เอาไว้ (Preview งบ) พบว่ากำไรรวม 1Q67 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ +8% เมื่อพิจารณาเป็นจำนวนบริษัทพบว่ามีจำนวนบริษัทที่รายงานผลการดำเนินงาน 1Q67 ดีกว่าคาดมีมากถึง 40% ขณะที่จำนวนบริษัทที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าคาดมีเพียง 17% ที่เหลืออีก 43% รายงานผลการดำเนินงานตามคาด หรือใกล้เคียงกับที่คาดการณ์
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่รายงานผลการดำเนินงาน 1Q67 น่าผิดหวัง อย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่รายงานผลการดำเนินงาน 1Q67 น่าประทับใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มโรงแรม กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน 1Q67 ที่ผ่านมา ที่จะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) มีปัจจัยลบหลายประการกดดัน ทั้งภาวะอุปทานบ้านที่มากเกินกว่าความต้องการซื้อบ้านใหม่ รวมทั้งการที่ธนาคารพาณิชย์คุมเข้มเรื่องการอนุมัติสินเชื่อบ้าน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ค่อนข้างสูง ขณะที่การท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ 4Q66 ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องใน 1Q67 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมีผลประกอบการที่โดดเด่น
แม้ว่าตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ใน 1Q67 จะชะลอลงในภาพรวม (ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับบทความนี้ ยังไม่มีรายงานตัวเลข GDP ไทย) แต่นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า 1Q67 จะเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจในช่วงปี 2567-2568 และมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ตัวเลข GDP จะฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 ซึ่งจะทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภคในประเทศ การลงทุนภาครัฐและเอกชน
โดยสรุปสำหรับภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่ผมประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งก็คือกำไรของบริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี และถ้าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลังของปี 2567 จากเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ จะทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทมีทิศทางที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดได้เช่นกัน นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐก็มีแนวโน้มที่จะรอการปรับลงในอนาคตอันใกล้ (ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1-2 ครั้งในปีนี้) หากทั้ง 2 ปัจจัยเป็นจริงตามที่ผมคาด (กำไรฟื้น + ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐปรับลด) มีโอกาสที่ดัชนี SET index จะฟื้นตัวได้ หลังจากที่ Valuation ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ หรือแม้แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ PE ในอดีต ทั้งนี้ Forward PE ของดัชนี SET index ปัจจุบันต่ำเพียง 14.7 เท่า (อิงข้อมูล Bloomberg consensus ล่าสุด)
นอกจากนี้ ผมคาดว่าดัชนี SET index จะมี Upside จากปัจจัยเรื่องเม็ดเงิน Fund flow โดยทางภาครัฐเตรียมที่จะพิจารณานโยบายกองทุนหุ้นระยะยาว หรือ LTF กลับมาอีกครั้ง และประกอบกับปริมาณการขายชอร์ตหุ้นไทยมูลค่ารวมปัจจุบันสูงถึงเกือบ 1 แสนล้านบาท หากมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นการซื้อคืนปิดสถานะชอร์ตด้วยปริมาณเงินมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นอีกปัจจัยหนุน
สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ KGI
