นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ยึด One Life One Planet ปั้น Gracz รักษ์โลกด้วยนวัตกรรม
ทั่วโลกในทุกวันนี้ กำลังตื่นตัวไปพร้อมกัน ทั้งการพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษและเพิ่มปัญหาโลกร้อน กับการหาวิธีลดขยะที่เป็นพิษ หรือหาขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาแทนที่ และกลายเป็นธุรกิจที่โดดเด่นธุรกิจหนึ่งในวันนี้ และในอนาคต
หนึ่งในนั้นคือ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ที่ตระหนักถึงเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอาหาร และดำเนินการมาแล้วเกือบ 20 ปี
จึงเป็นที่มาของแบรนด์ Gracz (เกรซ) บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ ที่สามารถย่อยสลาย 100% ภายใน 45 วัน เป็นแบรนด์ที่ปลุกปั้นมาจาก Passion ของ “นพ.วีรฉัตร” ที่ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 จนถึงวันนี้ กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของสังคม ในการใช้บรรจุภัณฑ์บรรจุอาหารจากโฟมและพลาสติก หันมาให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติมากขึ้น จากกระแสรักษ์โลกที่กลายเป็นเทรนด์ของธุรกิจและผู้คนทั่วโลก
“นพ.วีรฉัตร” เล่าว่า กระแสของ ESG (Environmental, Social, and Governance) และ Circular Economy หรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในปี 2567 นี้ กำลังมาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแบรนด์เกรซเป็นหนึ่งในธุรกิจไทยที่ได้รับการยอมรับให้เป็นตัวอย่างธุรกิจในด้านนี้ เป็นที่มาที่เขาและบริษัทเดินหน้าผลักดันแนวคิด One Life One Planet ‘ชีวิตเดียว โลกใบเดียว’ ภายใต้สโลแกน Gracz ภาชนะเพื่อชีวิตปลอดภัย
“เป็นความตั้งใจตั้งแต่เริ่มทำกลุ่มผลิตภัณฑ์พวกนี้ ผมบอกน้องๆ ในบริษัทว่า เราจะ No Foam ประเทศไทย ซึ่งสมัยนั้นทุกร้านใช้โฟมหมด แต่เราค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ จนช่วงหลังจะเห็นว่าโฟมเริ่มหายไป เปลี่ยนมาเป็นกระดาษ หรือพลาสติก ตอนนี้เราต้องขยับไปเป็น No Plastic เพราะพลาสติกก็สร้างปัญหาขยะมากมายไม่ต่างจากโฟม”
เขายอมรับว่า ในสมัยก่อนการผลักดันเปลี่ยนความคิดคนให้หันมาใช้ภาชนะจากธรรมชาติเป็นเรื่องที่ยากมาก ทั้งต้นทุนสินค้าที่แพงกว่า และความคิดของผู้คนที่ยังไม่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ แตกต่างจากวันนี้ที่ข้อมูลความรู้ในเรื่องนี้มีมาขึ้น รวมถึงข้อมูลทางการแพทย์ทั้งในระดับโลก และระดับประเทศขณะเดียวกันต้นทุนสินค้าที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติอย่างเกรซ ปัจจุบันต้นทุนสินค้าใกล้เคียงกับพลาสติก วันนี้จึงอยู่ที่ผู้บริโภคเป็นคนเลือกว่าจะเปลี่ยนอย่างไร
“ปัญหาของการใช้บรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติ วันนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องราคาเท่ากับการรับรู้ของคนในสังคม สมัยก่อนบริษัทเคยทำกล่องใส่ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมูต้นทุนอยู่ที่ 5 บาท วันนี้ลงมาเหลือ 2 บาท ซึ่งราคาใกล้เคียงกับพลาสติกแล้ว แต่การรับรู้ ความเข้าใจของคนอาจจะยังไม่ถึงว่าทำไมต้องเปลี่ยน”
หากดูจากตัวเลข วันนี้คนใช้ภาชนะจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้มีแค่ 6% ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองที่เปลี่ยนมาใช้เพิ่มขึ้นชัดเจน ส่วนอีก 94% ยังใช้โฟมและพลาสติก
“ความท้าทายวันนี้ อยู่ที่กระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างความคิดพื้นฐานของคนในสังคม คนระดับ B ถึง A+ ความคิดเปลี่ยนไปเยอะแล้ว เขาสนใจสุขภาพตัวเองและสนใจโลกมากขึ้น แต่ถ้าในเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เป็นเรื่ององค์กร คนที่เปลี่ยนตัวเองเรื่องนี้เพราะสิ่งแวดล้อมมีน้อย แต่องค์กรเปลี่ยนทั้งองค์กร เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดโลกร้อน และ Circular Economy เพราะฉะนั้นภารกิจของเกรซที่จะทำให้เปลี่ยนแนวคิดของสังคม และทำให้ธุรกิจเติบโตได้ จำเป็นต้อง
ขับเคลื่อนทั้ง 2 ทางผ่านกลไกที่แตกต่างกัน”
อย่างไรก็ตาม “นพ.วีรฉัตร” เชื่อว่า ด้วยกระแสโลกและกระแสสังคมที่หันมาใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพในระยะยาว ส่งผลให้พฤติกรรมคนในสังคมเปลี่ยนไป ลดการใช้โฟมและพลาสติก หันมายอมรับในบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติกันมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยและยังต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนและการผลักดันจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
“วันนี้สิ่งสำคัญ จึงต้องกระตุ้นให้คนเห็นตรงกัน ทำให้เกิดกระแสเรียกร้อง พร้อมรวมพลังกันส่งเสียงว่า ไม่เอาโฟม ไม่เอาพลาสติก หากสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อไร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ถึงจะเปลี่ยนได้ สร้างให้เกิด Voice ที่ว่า เราเปลี่ยน โลกเปลี่ยน”
ท่ามกลางธุรกิจที่เติบโตขึ้น ที่ผ่านมาบริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากคือ Gracz Med ภาชนะทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเปิดตัวในช่วงโควิด เพื่อลดภาระและความเสี่ยงในการติดเชื้อกับบุคลากรทางการแพทย์ ล่าสุดในปีนี้ยังได้เปิดตัวภาชนะบรรจุอาหารสูตรพิเศษ ที่ช่วยยืดอายุของสด ทั้งเนื้อสด ผัก ผลไม้สด ให้นานขึ้น ทำให้สินค้ามีความสดใหม่รวมถึงกลุ่มสินค้าอาหารแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ
“ในแง่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม food ช่วงแรกเราพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Gracz เพื่อวางของ วางอาหารเฉยๆ ซึ่งเราคิดว่าก็น่าจะตอบโจทย์แล้ว เพราะทิ้งไปก็ย่อยสลาย กินแล้วไม่เป็นมะเร็ง แต่ช่วงหลังเราก็พยายามพัฒนาต่อให้เป็นกล่องที่ใส่อาหารแล้วสามารถใส่น้ำได้และซับน้ำมันได้ ตอนนี้สิ่งที่เราพัฒนาต่อ คือ สามารถใส่ของสด ผัก ผลไม้สด และช่วยยืดอายุให้นานขึ้น”
ส่วนอนาคต “นพ.วีรฉัตร” มองว่าโอกาสของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ ยังมีโอกาสอีกมหาศาล นอกจากเดินหน้าพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สำหรับเครื่องมือแพทย์ตัวใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เกือบ 30 ตัวที่เจาะเข้าโรงพยาบาล บริษัทอยู่ระหว่างศึกษากลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ บรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ของ
เล่นเด็ก โดยร่วมกับบริษัทที่ผู้ผลิตของเล่น เพื่อป้องกันเด็กจากสารพิษต่างๆ ที่อาจได้รับจากการนำของเล่นเข้าปาก
จากแผนธุรกิจที่เตรียมไว้ บริษัทจึงเตรียมลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในช่วงปลายปี 2567 หรือต้นปี 2568 โดยขยายเครื่องจักรในพื้นที่โรงงานที่จังหวัดชัยนาท ซึ่งมีขนาด 50 ไร่ จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตกว่า 1 ล้านชิ้น เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ก่อนหน้านี้ ในปี 2564 บริษัทได้มีการขอสินเชื่อ โดยมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ โดยนำสินเชื่อที่ได้มาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ และเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง
จากผู้ที่เปี่ยมด้วย Passion ในการก่อตั้งบริษัทเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างธุรกิจแห่งอนาคต จากเกือบ 20 ปีที่แล้ว จนสามารถขยายกิจการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีการส่งออกไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนส่งออก 30-40% ส่วนในประเทศก็ได้ขยายตัวและเพิ่มสัดส่วนต่อเนื่อง เทียบกับช่วงแรกที่สัดส่วนในประเทศมีเพียง 5-10% ปัจจุบันสามารถเติบโตได้มากกว่า 20% ต่อปี และอนาคตตั้งเป้าสัดส่วนระหว่างตลาดในประเทศและส่งออกอยู่ที่ 50:50
เขาย้ำว่า หลักสำคัญของธุรกิจทั้งหมดอยู่ที่ Cash flow หรือกระแสเงินสด ถ้าบริหารได้ดี ปัญหาอื่นๆ ก็มีเวลาแก้ไข ต่อให้ขายขาดทุนแต่ cash flow ดี ก็ยังมีเวลาปรับราคา ปรับต้นทุนให้มีกำไรได้ ดังนั้นสำหรับธุรกิจแล้ว ตัวเลขกำไร ขาดทุน จึงสำคัญรองจาก Cash flow
“Cash flow ทำให้ธุรกิจรอด แต่กำไรขาดทุน ทำให้เรารอดระยะยาว แต่ถ้าวันนี้ Cash flow ไม่ดี ธุรกิจจะแย่ตั้งแต่ต้นทาง ไม่มีโอกาสยาวๆ คือไปต่อไม่ได้ หลักการของ Cash flow ก็คือ ให้เงินที่เข้ามากกว่าเงินที่ออก วิธีมี 2 อย่าง หาให้มากกว่าที่ใช้ไป หรือว่าใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ ดูเหมือนเป็นหลักการง่ายๆ แต่เป็นหัวใจที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ”
นอกจากหลักบริหารการเงิน อีกคีย์ซัคเซสสำคัญของ “นพ.วีรฉัตร” ยังเป็นเรื่องของหลักคิดที่ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนคติประจำใจ
“ผมเชื่อเรื่องความเป็นไปได้ เพราะทุกอย่างถ้าเราเห็นว่ามันเป็นไปได้ วิธีคิดจะเพิ่มเติมขึ้น ถ้าเราดูว่าเป็นไปไม่ได้ เราก็จะไม่คิดต่อ แต่หากเราเชื่อว่ามีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้แม้เพียงเล็กน้อย เราจะลองก่อน และจะเริ่มเห็นโอกาส”
เขายกตัวอย่าง หากในอดีตถ้าเขาคิดว่าทั่วประเทศใช้โฟมเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร จะเปลี่ยนมาใช้เยื่อพืชธรรมชาติ มันเป็นไปไม่ได้ ธุรกิจนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เต่เมื่อคิดว่ามีความเป็นไปได้ บรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ ทำให้คนไม่เป็นมะเร็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัว เราก็จะเห็นช่อง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทำไป ทำช่องที่มีความต้องการก่อน เริ่มต้นเจาะเข้าไปที่โรงแรม มหาวิทยาลัยโรงพยาบาล และกลุ่มคนที่กลัวมะเร็ง ทำจากตรงนั้นก่อน หาความเป็นไปได้เมื่อความเป็นไปได้มันเกิด วิธีคิดก็จะตามมาเอง
ส่วนการเติบโตในระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้ เขามองว่าจำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันจากภาครัฐ มาเป็นตัวช่วยในการผลักดัน รณรงค์ให้คนในสังคมเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ
“ถ้าภาครัฐสามารถเข้ามาช่วยกระตุ้น ช่วยบอกสังคม เช่น ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกัน ยกตัวอย่าง รายได้จากการท่องเที่ยวที่มหาศาล แต่ทุกแหล่งท่องเที่ยว และตามเทศกาลต่างๆ เราได้สร้างปัญหาขยะมหาศาล ทุกครั้งที่มีเทศกาล หรือเทศกาลประจำจังหวัดต่างๆ มีแต่โฟม พลาสติก กลายเป็นปัญหาใหญ่ จริงๆ แหล่งท่องเที่ยวทุกแห่งวันนี้ ควรจะรณรงค์ไม่ให้ใช้โฟมและพลาสติกเลย หากทำได้จริง เราจะช่วยสังคมและโลกได้อีกมาก”
ท่ามกลางกระแสรักษ์โลก และการดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก เขามั่นใจว่าแบรนด์ Gracz “ภาชนะเพื่อชีวิตปลอดภัย” ภายใต้พันธกิจ “One Life One Planet ชีวิตเดียว โลกใบเดียว” จะสามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกสำนึกรักษ์โลกให้กับทุกคน มาร่วมสร้างสังคมให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกใช้ภาชนะจากเยื่อพืชธรรมชาติ ที่สะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ และไม่สร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อม
“เราเป็นอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ความเจ็บปวดของโลก ปัญหาต่างๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกร้อน PM2.5 ปัญหาเหล่านี้มีมานานแล้ว เพียงแต่ก่อนมันยังไม่ชัด แต่เดี๋ยวนี้มันชัดขึ้นเรื่อยๆ Pain พวกนี้ไม่สามารถแก้ได้ภายในระยะสั้น อาจจะเป็น 10-20 ปี ต้องอาศัยความร่วมแรง ร่วมใจ และการเริ่มต้นจากทุกคนในวันนี้” นพ.วีรฉัตรกล่าวทิ้งท้าย
นวลนิตย์ บัวด้วง

