หน้าแรก เศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยอ่...

เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ไร้เครื่องยนต์ใหม่บูสต์ คาดฉุดจีดีพีไตรมาสแรกโตแค่ 0.8%

18.05.24 | 23:01 น.

เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ไร้เครื่องยนต์ใหม่บูสต์ คาดฉุดจีดีพีไตรมาสแรกโตแค่ 0.8%

วันที่ 18 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จะแถลง ”ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2567และแนวโน้มปี 2567” ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้นั้น ทางนักเศรษฐศาสตร์และธุรกิจคาดการณ์ว่าตัวเลขที่สศช.เตรียมประกาศออกมานั้น อาจจะไม่ค่อยดี

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะยังอ่อนแรง มีการขยายตัวอยู่ที่ 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เป็นผลจากความล่าช้าของงบประมาณปี 2567 ทำให้ไม่มีการใช้จ่ายด้านการลงทุนภาครัฐ ภาคการผลิตยังคงชะลอตัวต่อเนื่องตามการส่งออก ขณะที่อัตราหนี้ครัวเรือนและอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับที่สูง ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว

“หากไตรมาสแรกจีดีพีออกมาแย่กว่าที่คาด จะทำให้อีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้น่าเป็นห่วง เพราะงบประมาณรัฐที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก มีเวลาใช้แค่ 5 เดือน ซึ่งรัฐก็ต้องเร่งเบิกจ่ายให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบโดยเร็ว เพราะการส่งออกและการผลิตก็ยังน่ากังวล จากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนจะพึ่งการท่องเที่ยวอย่างเดียวคงไม่พอ โดยคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวที่ 2.6% เนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนี้ คือ ยังหาเครื่องยนต์ใหม่มาไดร์ฟไม่เจอ“นายพิพัฒน์กล่าว

สารพัดปัจจัยรุมเร้าต่อเนื่อง

Advertisement

นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า รอลุ้นว่าสศช.จะประกาศจีดีพีไตรมาสแรกอยู่ที่เท่าไร แต่จากที่ประเมินแล้วคาดว่าจีดีพีคงจะไม่ค่อยดี มาจากหลายปัจจัย ทั้งเงินลงทุนภาครัฐและเอกชนยังไม่ออกมาสู่ระบบเศรษฐกิจ การส่งออกชะลอตัวจากค่าเงินบาท ประกอบกับประเทศคู่ค้ากำลังซื้อชะลอตัว ค่าแรงที่จะขึ้น 400 บาททั่วประเทศปลายปีนี้ มีผลให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต มีความกังวลอาจจะไม่เพิ่มกำลังการผลิตหรือลงทุนเพิ่ม ขณะที่การบริโภคภายในประเทศไม่ค่อยดี จากการที่เข้าถึงสินเชื่อยาก เนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ธนาคารเข้มปล่อยสินเชื่อ เพราะกลัวเกิดหนี้เสีย ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูง ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะลดลงหรือไม่

พิชัย ถก ธปท. สัญญาณดี

นายอธิปกล่าวว่า การที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือร่วมกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ(ธปท.) ถือเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งทุกคนมีความรู้ มีข้อมูลอยู่แล้ว ก็คาดหวังจะได้เห็นนโยบายการเงินออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการดอกเบี้ยและสินเชื่อ ซึ่งการที่ให้ธปท.ซึ่งกำกับแบงก์พาณิชย์ ปรับเงื่อนไขในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่อ่อนแอ เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอี มี 2 ประเภท คือ กลุ่มแข็งแรง กับไม่แข็งแรง

“การที่ให้โจทย์แบงก์ชาติพิจารณาปรับกรอบเงินเฟ้อให้ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อจะได้นำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมานั้น ถือว่ามาถูกทาง ถ้าไม่มีโจทย์ค่าแรง 400 บาท ที่จะขึ้นปลายปีนี้ที่อาจจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีก”นายอธิปกล่าว

นายอธิปกล่าวว่า ส่วนโครงการเงินดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาท ที่ล่าสุดออกมาระบุว่าสามารถซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือได้นั้น มองว่าถ้าจะให้เกิดกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ไม่ควรไปเจาะจงสินค้า ควรให้สิทธิ์สามารถนำไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ เช่น ค่าเทอม ค่าไฟ ส่วนที่ยกเว้น 16 รายการ เช่น แอลกอฮอล์ ตรงนี้เห็นด้วย

ค่าแรง400 กระทบราคาบ้านใหม่

นายอธิปกล่าวว่า สำหรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศนั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนก่อสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมแน่นอนทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะมาจากการซื้อวัสดุก่อสร้าง ค่าขนส่ง สำหรับโครงการที่จะพัฒนาใหม่ โดยคอนโดมิเนียมจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 3-5% ส่วนบ้านจัดสรรอาจจะมากกว่านั้น นายอภิชาติ เกษมกุลศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีผลกระทบกับทุกภาคธุรกิจอยู่แล้ว ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอง ค่าแรงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อต้นทุนค่าก่อสร้าง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5-10% ของต้นทุนค่าก่อสร้างทั้งหมด เมื่อค่าแรงปรับขึ้นมาทุก 1% จะมีผลทำให้ต้นทุนค่าแรง ที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการขยับขึ้นประมาณ 0.5-1%

นายอภิชาติกล่าวว่า แต่ราคาบ้านจะปรับหรือไม่ปรับหรือไม่นั้น ปัจจัยเรื่องค่าแรงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลกระทบ ยังมีปัจจัยเรื่องราคาที่ดิน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็มีผลกระทบเช่นกัน อย่างไรก็ตามเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตอนนี้เติบโตแบบชะลอตัว และกำลังซื้อมีแนวโน้มหดตัว ทำให้การปรับราคาบ้านไม่สามารถทำได้ในทันที ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็จะใช้แนวทางในการลดต้นทุนด้านอื่นและลดส่วนต่างกำไรลงมา เพื่อที่จะทำให้โครงการสามารถขายได้และสอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน