หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าชี้เง...

หอการค้าชี้เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ซื้อสมาร์ทโฟนได้ ไม่ผิดวัตถุประสงค์กระตุ้นศก.

19.05.24 | 15:32 น.

หอการค้าชี้เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ซื้อสมาร์ทโฟนได้ ไม่ผิดวัตถุประสงค์กระตุ้นศก.

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย เปิดเผยว่า เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ประชาชนสามารถนำดิจิทัลวอลเล็ตซื้อสินค้าได้ในทุกหมวด เว้นกลุ่มต้องห้าม 16 รายการ รวมถึงภาคบริการ อาทิ จะนำไปซื้อไอโฟน สมาร์ทโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ได้นั้น เบื้องต้นประเมินว่า ยังไม่ได้ผิดวัตถุประสงค์ ความต้องการใช้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือไม่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของโครงการ เนื่องจากการใช้เงินดิจิทัล แม้เป็นการใช้ซื้อสินค้าจำพวกกลุ่มสมาร์ทโฟน แต่ก็ถือเป็นเครื่องมือสื่อสาร ที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตยุคปัจจุบัน


นายธวัชชัยกล่าวว่า ความคาดหวังของผู้ประกอบการคือ ต้องการให้เงินดิจิทัลใช้จ่ายในร้านค้าประเภทร้านค้ารายย่อยเท่านั้น เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลก็กำหนดเงื่อนไขให้ใช้จ่ายในเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอ 878 อำเภอ การชำระเงินต้องเป็นแบบพบหน้า กำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็ก รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก ไม่รวมห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ส่วนร้านค้าที่สามารถรับการใช้จ่ายจากร้านค้า ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่และขนาดร้านค้า เบื้องต้นมองว่าเงื่อนไขลักษณะนี้ ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่จะได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายจริงๆ

นายธวัชชัยกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลคงกำลังศึกษาอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้เม็ดเงิน 1 หมื่นบาทต่อคนนี้ สามารถหมุนเวียนใช้จ่ายในพื้นที่และชุมชนได้จริง อาทิ การปรับระยะการใช้ในร้านค้าที่ขยายเป็นเชิงอำเภอ ไม่ได้เป็นวงแคบเหมือนช่วงแรกเริ่มโครงการแล้ว โดยมองว่าอาจมีการปรับเงื่อนไขที่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินดิจิทัลให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบมากขึ้นอีก ส่วนความกังวลในกลุ่มประชาชนที่มีศักยภาพน้อย อาทิ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มียานพาหนะ หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากๆ จะมีอุปสรรคในการรับเงินดิจิทัลหรือการใช้เงินหรือไม่นั้น มองว่ารัฐบาลน่าจะเตรียมการช่วยเหลือให้สามารถเข้าถึงโครงการได้มากที่สุด เพื่อปิดช่องว่างของประชาชนที่เข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านี้

นายธวัชชัยกล่าวว่า สำหรับภาพการหารือร่วมกันระหว่างนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนัดหารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ มองว่าการหารือกันในครั้งนี้ ส่งผลในเชิงบวกได้ เพราะน่าจะช่วยให้คลังและแบงก์ชาติมองในทิศทางเดียวกันได้มากขึ้น เนื่องจากสิ่งที่น่าเป็นกังวลในตอนนี้สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นเรื่องการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและขาดสภาพคล่อง โดยการเข้าถึงระบบสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ เป็นปัญหามากกว่าอัตราดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยที่ลดลงระดับ 0.25-0.50% ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่ธุรกิจเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ซึ่งหลังจากการหารือร่วมกันนี้ ก็คาดหวังว่าทั้งคลังและแบงก์ชาติจะมองภาพเดียวกันได้ดีมากขึ้น นโยบายการเงินและนโยบายการคลังก็น่าจะดีขึ้นได้

Advertisement

“ทิศทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ไตรมาส 2/2567 มองว่ายังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะงบประมาณประจำปีของภาครัฐยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ แต่คิดว่ารัฐบาลน่าจะเร่งเบิกจ่ายให้เร็วมากขึ้น ประมาณปลายเดือนมิถุนายนนี้ น่าจะเริ่มทยอยออกมาให้เห็นแล้ว ทำให้ภาวะเศรษฐกิจน่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจแรกที่ต้องการให้ออกมาหลังจากมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เข้ามา คือ การปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคาร นำสภาพคล่องที่เหลืออยู่มาปล่อยให้ผู้ประกอบการได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบสินเชื่อและการค้าจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างต่อเนื่องมากขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว