เชียร์ ‘ขุนคลัง’ ฟื้นชีพ ‘แอลทีเอฟ’ ติดปีกดัชนีหุ้น-ปั๊มเศรษฐกิจไทย

20.05.24 | 13:30 น.
เชียร์‘ขุนคลัง’ฟื้นชีพ‘แอลทีเอฟ’ ติดปีกดัชนีหุ้น-ปั๊มเศรษฐกิจไทย

ส่องทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2567 หลังจากผ่านพ้นไปแล้ว 4 เดือน และกำลังจะผ่านพ้นเดือนที่ 5 ไปอย่างรวดเร็ว ฟังเสียงสะท้อนจากนักวิชาการ นักวิเคราะห์ และภาคเอกชน ต่างประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาพเศรษฐกิจไทย ยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวแต่เป็นการฟื้นตัวแบบอ่อนๆ ยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนในเชิงบวกเข้ามาช่วยติดปีกให้เศรษฐกิจไทย พุ่งทะยานอย่างที่คาดหวังไว้

ทันทีที่มีการเขย่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการสลับเก้าอี้สำคัญในหลายกระทรวง พร้อมทั้งแต่งตั้ง พิชัย ชุณหวชิร นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ คุมด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นที่จับตาจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อได้มากน้อยขนาดไหนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรง

หลังเข้ารับตำแหน่ง “พิชัย” ประกาศนโยบายเตรียมพิจารณานำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) สำหรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อจูงใจนักลงทุน รวมถึงเพื่อกู้วิกฤตตลาดหุ้นไทยด้วยอีกแรง หลังจากดัชนีเคลื่อนไหวในระดับต่ำกว่า 1,400 จุดมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เทียบกับปี 2566 ที่ดัชนีวิ่งอยู่เหนือ 1,600 จุด ซึ่งถือว่าปรับลดลงมาหนักหนาสาหัสพอสมควร ดังนั้นโจทย์แรกที่ “ขุนคลังใหม่” ต้องเร่งแก้ไข คือ การดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) กลับเข้ามาในตลาดทุนไทย เพื่อเป็นแรงส่งต่อไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวมากยิ่งขึ้น

โดย “พิชัย” ระบุถึงการนำกองทุนแอลทีเอฟกลับมาใช้อีกครั้ง เนื่องจากพบว่าที่ผ่านมากองทุนแอลทีเอฟ มีเงินหมุนเวียนประมาณ 3-4 แสนล้านบาท ทำให้หากนำกองทุนดังกล่าวกลับมา คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าตลาดทุนให้กลับมาได้ถึง 1 ล้านล้านบาท และกระตุ้นให้ตลาดทุนกลับมามีความคึกคักมากขึ้น โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนพฤษภาคมหรือไม่เกินเดือนมิถุนายน 2567 นี้

⦁หนุนฟื้น‘แอลทีเอฟ’อุ้มหุ้นไทย

Advertisement

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมายืนยันด้วยตัวเอง ในการนำกองทุนแอลทีเอฟกลับมาอีกครั้ง เท่ากับหากกระทรวงการคลังยินยอมให้ดำเนินการ เชื่อว่าทำได้เร็ว และออกมาทันใช้ในช่วงปลายปีนี้แน่นอน

“หากต้องการให้เห็นอิมแพกต์เชิงบวกสูงสุด เทียบกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (อีเอสจี) ที่ออกมาใช้เมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมาถือว่าเห็นผลดีพอใช้ แต่ข้อเสีย คือวงเงินซื้อน้อยไป และระยะเวลาการถือครองถึง 10 ปี ถือว่ายาวเกินไป ถ้าทำให้กองทุนแอลทีเอฟ เปลี่ยนเป็นวงเงินซื้อที่ 5-7 แสนบาท ระยะเวลาถือครองลดลงเหลือ 5 ปี จะเหมาะสมทั้งในส่วนของวงเงินและระยะการถือครอง เพราะพิสูจน์ในอดีตมาแล้วว่า หากกำหนดในรูปแบบปริมาณนี้จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดทุนผ่านกองทุนนี้ค่อนข้างมาก” ไพบูลย์กล่าว

ไพบูลย์กล่าวอีกว่า การมีกองทุนแอลทีเอฟเข้ามาช่วย จะสนับสนุนให้ภาพตลาดหุ้นไทยดูดีขึ้นได้มากน้อยเท่าใดนั้น ต้องมีปัจจัยสอดรับกันทั้ง 2 ทาง ได้แก่ ด้านความต้องการ (ดีมานด์) ส่วนของเม็ดเงินซื้อกองทุน และซัพพลาย ส่วนของตัวบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือตัวหุ้นเองก็ต้องมีผลประกอบการที่ดีขึ้นด้วย โดยข้อดีมองว่าปี 2567 ผลประกอบการ บจ.จะฟื้นตัวจากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มดีขึ้น ถือเป็นการเข้ามาได้ถูกจังหวะพอดีของกองทุนแอลทีเอฟ ที่ภายในไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 น่าจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ในการฟื้นตัวของกำไร บจ. เมื่อมีกองทุนเข้ามาเสริม ก็จะมีอิมแพกต์เชิงบวกช่วยดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเคลื่อนไหวกลับเป็นขาขึ้นได้

⦁‘ขุนคลังใหม่’ช่วยฟื้นความหวัง

ขณะเดียวกัน “ไพบูลย์” มองว่า หลังจากที่นายพิชัยได้เข้ามาคุมกระทรวงการคลังแบบเต็มตัวแล้ว สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ รีบกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงวางแผนและลงมือแก้ไขปัญหาในระยะยาว จำพวกโครงสร้างด้านต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังมีบทบาทสูงในการดูแลเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทุกคนก็คงคาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยได้

“เศรษฐกิจในตอนนี้ การกระตุ้นระยะสั้น ยังมีความจำเป็นอยู่ แม้ไม่ได้มากนัก แต่ก็ต้องกระตุ้นให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว โครงสร้างด้านต่างๆ ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำทันที เนื่องจากเป็นปัญหาระยะยาวที่ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา หากถามว่าต้องทำหรือไม่ คำตอบ คือ ต้องทำเพราะเป็นปัญหาที่ใช้ระยะเวลานานในการแก้ไข ถ้าเริ่มทำวันนี้ ก็ต้องรออีกหลายปีกว่าเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว ก็ต้องเร่งลงมือแก้ไขเช่นกัน โดยเฉพาะหากไม่ลงมือทำเลยก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้เพิ่มศักยภาพของประเทศไทยขึ้นไม่ได้ด้วย” ไพบูลย์กล่าว

⦁ลุ้นปลายปีดัชนีหุ้นวิ่งสู่1,600จุด

“ไพบูลย์” กล่าวว่า ส่วนระดับดัชนีหุ้นที่ยังวิ่งอยู่ไม่ถึง 1,400 จุด จะกลับไปสู่ที่เดิมได้หรือไม่ ต้องประกอบด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ 1.เม็ดเงินจากกองทุนแอลทีเอฟเข้ามา โดยตั้งสมมุติฐานไว้หากสามารถประกาศใช้ได้ภายใน 2 เดือนต่อจากนี้ ระยะถือครอง 5 ปี วงเงินซื้อได้ถึง 7 แสนบาท เท่ากับนักลงทุนจะมีเวลาในการซื้อหุ้นเข้ากองทุนประมาณ 6 เดือน

โดยประเมินว่าหากภาพเป็นแบบนี้ จะมีอิมแพกต์เชิงบวกกับตลาดทุน และภาพรวมเศรษฐกิจสูงมาก พิจารณาจากในอดีตที่มีเงินไหลเข้ากองทุนแอลทีเอฟประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท โดยหากเม็ดเงินไหลเข้ามาในแบบเดิม หรือมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านบาทตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประเมินไว้ ก็จะมีอิมแพกต์สูงมากขึ้นอีก

2.รัฐบาลจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง ดึงงบประมาณออกมาใช้จ่าย ส่งสัญญาณที่ดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจให้ได้ อาทิ การแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพิ่มความมั่นใจกับเศรษฐกิจได้ 3.ผลประกอบการ บจ.ออกมาฟื้นตัวได้ดี และ 4.เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้ามาในตลาดทุนไทย โดยหากทั้ง 4 ส่วนมาพร้อมกันได้ จะเป็นส่วนสนับสนุนให้ดัชนีฟื้นตัวดีขึ้นกลับไปสู่จุดเดิมได้ระดับ 1,600 จุดได้ภายในปลายปี 2567 นี้

⦁โบรกฟันหุ้นไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว

ขณะที่ในมุมมองของโบรก สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในไตรมาส 2/2567 มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้อัตราการเติบโตจะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ทำให้ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในรอบปีกำลังจะผ่านไป โดยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะเริ่มดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ และดีขึ้นตามลำดับในครึ่งหลังปี 2567 ตามที่เคยประเมินไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

“มาจากโอกาสในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก อาทิ สหรัฐ รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของไทยที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งหากการเบิกจ่ายทำได้ดีและมีประสิทธิภาพ เราประมาณการเติบโตจีดีพีของไทยจะขยายตัวได้ 3% จากการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่เพิ่มขึ้น แต่หากการเบิกจ่ายต่ำกว่าคาด เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.5% หากเป็นกรณีหลังประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจปรับลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง โดยจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยเช่นกัน โดยประเมินเป้าหมายหุ้นไทยอยู่ที่ 1,550 จุด จุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ระดับต่ำกว่า 1,400 จุด และผลตอบแทนที่คาดหวังอยู่ที่ 12%” สุกิจกล่าว

พร้อมกันนี้ยังประเมินว่าเศรษฐกิจโลกดูดีกว่าคาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ แต่อาจชะลอตัวลงในระยะต่อไป จาก 3 ปัจจัย 1.ผลกระทบของดอกเบี้ยขาขึ้น 2.ความเสี่ยงของภาคธนาคารที่เพิ่มขึ้น 3.เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะลดลง ในประเทศอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจยุโรปเสี่ยงต่อภาวะถดถอย แต่นโยบายการเงินเริ่มมีพื้นที่ว่างมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี แต่ยังให้คำมั่นที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อรักษาสถานะนโยบายการเงินให้ยังผ่อนคลาย ด้านเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ระยะยาวยังเผชิญความเสี่ยงจาก 3 วิกฤต ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ภาวะเงินฝืด และการจ้างงาน

⦁นักลงทุนไทยยังนิยม‘หุ้นไทย’

ด้าน ชญานี จึงมานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา กองทุนหุ้นไทยที่ไม่รวมกลุ่มกองทุนประหยัดภาษี แอลทีเอฟอาร์เอ็มเอฟ และเอสเอสเอฟ มีเงินไหลเข้าสุทธิสะสม 3,300 ล้านบาท หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าเป็นเงินไหลเข้าระดับพันล้านครั้งแรกในรอบ 3 ปี สาเหตุมาจากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลง ทำให้นักลงทุนมีความสนใจลงทุนในกองทุนหุ้นไทยมากขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ สะท้อนว่านักลงทุนไทยยังนิยมการลงทุนหุ้นไทย เพราะเมื่อเทียบกับภาพรวมกลุ่มกองทุนประหยัดภาษี ทั้งแอลทีเอฟ อาร์เอ็มเอฟ และเอสเอสเอฟ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 220,000 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากสิ้นปีก่อน และผลตอบแทนติดลบ

“เม็ดเงินลงทุนกลุ่มกองทุนประหยัดภาษี ยังทรงตัวระดับนี้มา 3 ปี ไม่ได้มีเงินกลับเข้ามาลงทุน หลังจากไม่มีกองทุนแอลทีเอฟ ทำให้ที่ผ่านมามูลค่ากองทุนประหยัดภาษีลดต่ำลงไปมาก แม้จะมีกองทุนเอสเอสเอฟมาทดแทน และมีกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) อยู่แล้วก็ตาม” ชญานีกล่าว

พร้อมอธิบายว่า เนื่องจากแม้จะมีกองทุนเอสเอสเอฟทดแทน แต่มีเงื่อนไขการลงทุนเปลี่ยนไปมาก เมื่อเทียบกับแอลทีเอฟ ทั้งมูลค่าการลงทุนลดลงมากและระยะเวลาลงทุนที่ยาว มาเป็นวันชนวัน อีกทั้งกองทุนเอสเอสเอฟ ยังเป็นการลงทุนหุ้นต่างประเทศ ซึ่งเป็นทางเลือกการลงทุนในช่วงโควิด เพราะหุ้นต่างประเทศมีหุ้นเทคโนโลยี ทำให้แตกต่าง แต่ไม่ว่าอย่างไร คนไทยก็ยังนิยมไปลงทุนในกองทุนหุ้นไทยอยู่ เพราะว่าเห็นเงินไหลเข้ากองทุนหุ้นไทยสูงมาก

⦁ชี้‘กองทุนประหยัดภาษี’หนุนการออม

“ชญานี” กล่าวอีกว่า จากข้อมูลพบว่า ณ ปี 2560 กองทุนแอลทีเอฟ มีเงินไหลเข้าสุทธิถึง 15,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4/2560 มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดถึง 37,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไทยในเวลานั้นอยู่ที่ระดับ 1,700 จุดยังมีต้นทุนที่สูงกว่าปัจจุบันพอสมควร เพราะดัชนี ปัจจุบันอยู่ไม่ถึงระดับ 1,400 จุด แต่ก็ยังเห็นการซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 กองทุนแอลทีเอฟ มีเงินไหลออกสูงระดับ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากในปีนี้เงินลงทุนในรอบปี 2560 จะสามารถไถ่ถอนได้ตามเงื่อนไขถือครอง 7 ปีปฏิทิน ทำให้กองทุนแอลทีเอฟ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 300,000 ล้านบาท ลดลง 8.5% จากสิ้นปีก่อน

“จึงมองว่าหากนำกองทุนแอลทีเอฟกลับมาใหม่ และกำหนดเงื่อนไขการลงทุนเหมือนเดิม จะทำให้สนใจการลงทุนกองทุนประหยัดภาษีมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยจะทำให้มีเม็ดเงินจากกองทุนแอลทีเอฟ เข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นไทยเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญของการมีกองทุนประหยัดภาษีเพิ่มเติม จะช่วยสนับสนุนเรื่องการออมเงินของประชาชนด้วย” ชญานีกล่าวทิ้งท้าย

เมื่อมีเสียงหนุนมากกว่าเสียงค้าน คงต้องลุ้นกันต่อ นโยบายของขุนคลังคนใหม่ จะเป็นแรงส่งปลุกตลาดหุ้นและตลาดทุนไทยกลับมาคึกคักได้มากขนาดไหน!