หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ หั่น...

สภาพัฒน์ หั่นจีดีพีปี 67 เหลือ 2.5% คาดดิจิทัลวอลเล็ต กระตุ้นเศรษฐกิจ 0.25%

20.05.24 | 15:10 น.

สภาพัฒน์ หั่นจีดีพีปี 67 เหลือ 2.5% ยังเสี่ยงสงคราม-ความผันผวนของศก.โลก คาดดิจิทัลวอลเล็ต กระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.25%

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 คาดว่าจะขยายตัว 2.0 – 3.0% (ค่ากลางการประมาณการ 2.5%) ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงจากการประมาณการครั้งที่แล้วที่คาดไว้ว่า 2.7% เนื่องจากมองว่าความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกมีค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องของการกีดกันทางการค้าในเวทีโลก เรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนด้านการเงินและเศรษฐกิจโลก

นายดนุชา กล่าวว่า โดยคาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน 4.5% และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.2% มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.1 – 1.1% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.2% ส่วนการลงทุนภาครัฐน่าจะหดตัวที่ 1.8%

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับในการประมาณการครั้งนี้ ยังไม่ได้รวมโครงการดิจิทัล วอลเล็ต หากประเมินไทม์ไลน์ที่กำหนดไตรมาส 4 ปี 2567 และระยะเวลา 6 เดือน การใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง อาจถึง 5 แสนล้านบาท ภายในไตรมาส 4 ปี 2567 แต่หากในประเมิน ในกรณีที่มีมาตรการนี้ออกมา คาดว่าจะเสริมเศรษฐกิจได้ 0.25% โดยบวกเพิ่มจากค่ากลางที่ประมาณการไว้ หรือ จะทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวได้ 2.75% โดยการประเมินดังกล่าวมองว่าเม็ดเงินจะออกมาแค่บางส่วนของ 5 แสนล้านบาทเท่านั้น เพราะยังมีเรื่องของแหล่งเงินที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนหลายตัว

“การประมาณการผลต่อจีดีพีทั้งหมดของโครงการ คือต้องติดตาม เพราะไม่แน่ใจว่าจะเบิกจ่ายทั้งหมดในไตรมาส 4 ปี 2567 หรือไม่ ต้องดูรายละเอียดของโครงการ เพราะยังมีหลายขั้นตอนที่ต้องพิจารณา” นายดนุชา กล่าว

Advertisement

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจ ปี 2567 มาจาก 1.การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐในช่วงที่เหลือของปี ภายหลังจากที่ประกาศใช้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2567 และการปรับเพิ่มวงเงิน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2568

2. การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือวีซ่า ให้แก่กลุมนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย และไตหวัน รวมถึง มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มเติมของภาครัฐ

3. การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ สอดคลองกับการพื้นตัวดีของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับมีปัจจัยสนับสนุนจากดัซนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้นต่อเนื่อง อัตราการว่างงานและแนวโน้มอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

4. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน ตามการขยายตัวต่อเนื่องของการนําเข้าสินค้าทุน รวมทั้งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการขอรับการสงเสริมการลงทุน และพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

และ 5. การกลับมาขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก สอดคลองกับขอมูลดัชนีผู้จัดการผ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและยอดคำสั่งซื้อสินคาในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น

นายดนุชา กล่าวต่อว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทย คือ
1.ภาระหนี้สินครัวเรือนและธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงและการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ย ส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อมากขึ้น
2.ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบให้ผลผลิตภาคเกษตรลดลง
3.ความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลกที่อาจเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
สภาพัฒน์ เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/67 โตแค่ 1.5% ผลจากงบปี 67 ล่าช้า