หอการค้า ชี้รมว.คลัง ถกผู้ว่า ธปท. เป็นเรื่องดี ร่วมหาทางออกให้เศรษฐกิจ ลั่นอย่ามองว่าขัดแย้ง
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เปิดเผยถึงกรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นัดหารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า การพูดคุยระหว่างสองหน่วยงานถือเป็นแนวทางที่ดีที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับประเทศ สำหรับประเด็นที่เผยว่าจะมีการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อนั้นก็ยังไม่มีรายละเอียดแน่ชัดว่าจะปรับลักษณะใด แต่การพูดคุยอาจจะมองถึงระยะยาวช่วงปลายปีนี้ เงินเฟ้ออาจจะสูงขึ้นจากราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นที่เป็นผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นการคาดการณ์และเป็นเรื่องของอนาคต ขณะที่ปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้นและอยู่ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องการให้เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ในส่วนของธนาคารเรียกว่าสภาพคล่องล้น จากมาตรการที่เข้มงวดของ ธปท. ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ส่งผลให้ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ผลประกอบการที่ผ่านมาไม่ดีจากวิกฤตโควิดและมาเจอสภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลขของธุรกิจออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ซึ่งเรื่องการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่กว่าอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ระดับสูง เพราะกลุ่มนี้แม้ในสภาวะที่ดอกเบี้ยแพงก็พร้อมที่จะยอมจ่าย เพื่อให้ธุรกิจรอดผ่านไปก่อน จึงมองว่าคงต้องมีแนวทางหรือวิธีที่จะช่วยเหลือ เพราะเรื่องดอกเบี้ยนโยบายคงเป็นเรื่องของ ธปท.ก็จริง ถ้าดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.50% ก็ไม่ได้ส่งผลอะไร แต่ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีสูงกว่า 2.50% และเมื่อเศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เอสเอ็มอีได้รับสูงขึ้นขณะนี้ไม่ต่ำกว่า 8% แล้ว
“แต่ปัญหาคือยังไม่ต้องเข้าถึงขั้นตอนการจ่ายดอกเบี้ยเลย เพราะการปล่อยสินเชื่อเป็นไปได้ยากมากในช่วงนี้ ดังนั้นการคุยกันระหว่างสองหน่วยงาน ทั้งมาตรการทางการเงินและการคลังเกี่ยวข้องกันหมด เพราะทำแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ และไม่ได้มองว่าใครจะต้องเป็นคนถูกหรือผิดอยากจะให้ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาของเศรษฐกิจมากกว่า” นายวิศิษฐ์กล่าว

