ททท. อ้อนของบทำตลาดเพิ่ม เดินหน้าตามเป้าปั้นรายได้ 3.5 ล้าน ย้ำทำได้แน่
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เป้าหมายการทำตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ปี 2567 ตั้งเป้าหมายไว้เป็นสัดส่วน 30% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม หลังจากโควิด-19 ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนตลาดระยะไกลและระยะใกล้อย่างชัดเจน โดยปี 2564 เมื่อโควิดคลายตัวแล้ว ประเทศกลุ่มยุโรปฉีดวัคซีนก่อน สามารถออกเดินทางได้ก่อน จึงเห็นสัดส่วนตลาดระยะไกลเข้ามาเที่ยวไทย ปรับขึ้นที่ 77% เทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด ที่อยู่ประมาณ 23% โดยสิ่งที่หน่วยงานด้านการทำตลาดอย่างททท. ต้องการคือ งบประมาณเพิ่มเติม เพื่อทำโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตรในการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยหากมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนเพิ่ม มั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน
“ที่ผ่านมาแม้งบประมาณมีน้อย แต่ททท. ก็เดินหน้าทำงานร่วมกับเพื่อน หรือกลุ่มพันธมิตรในการประสานความร่วมมือต่างๆ เป็นหลัก โดยสิ่งสำคัญที่สุดในการทำตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล เป็นเรื่องแอร์ไลน์โฟกัส ผลักดันให้สายการบินทั้งในและต่างประเทศ ขยายเส้นทางการบินสู่จุดหมายปลายทางเมืองหลักและเมืองรองใหม่ของประเทศไทย โดยรัฐบาลจะต้องให้งบประมาณมากกว่านี้ เพื่อเพิ่มความถี่ในการจัดโปรโมชั่นร่วมกับสายการบินพันธมิตร แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งบริษัทนำเที่ยว แต่บริษัทนำเที่ยวก็ต้องอาศัยสายการบินเข้ามาก่อนเช่นกัน” นายศิริปกรณ์ กล่าว
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ทิศทางช่วงฤดูหนาวที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แล้ว เห็นแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวของสายการบิน ทั้งที่ได้รับการอนุมัติให้บินเข้ามาแล้ว รวมถึงสายการบินที่อยู่ระหว่างเตรียมพร้อมบินเข้ามาไทยเพิ่มด้วย ซึ่งส่วนนี้ททท. จะเข้าไปช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการตัดสินใจทำการบินเข้ามาก่อน ผ่านการกำหนดตัวชี้วัดระหว่างกัน หากทำได้แล้วเชื่อมั่นว่าสายการบินไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองขาดทุนอยู่แล้ว ซึ่งหากเดินหน้าไปต่อเองได้ ก็จะไม่ต้องเข้าไปสนับสนุนแล้ว
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า หลังจาก ททท.จัดงาน “แอร์-เมซิ่ง ไทยแลนด์ : ดิ อะเมซิ่ง แอร์ไลน์ แฟมทริป” เมื่อวันที่ 2-5 เมษายน ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนำเสนอศักยภาพของสนามบินในเมืองท่องเที่ยวของไทย มีตัวแทนจากสายการบินเข้าร่วมประมาณ 20 สายการบิน กระจายสำรวจ 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-อู่ตะเภา และเส้นทางกรุงเทพฯ-กระบี่-สุราษฎร์ธานี พบว่าในไฮซีซันปลายปีนี้มี 4 สายการบินที่สนใจจะเปิดเส้นทางบินใหม่แบบประจำและเพิ่มเที่ยวบิน รวมมากกว่า 200,000 ที่นั่ง สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แอร์ไลน์โฟกัส ทำให้เห็นการบินนานาชาติเข้าเมืองเปลี่ยนแปลง 3 มิติ ได้แก่ 1.กลุ่มสายการบินประจำกลับมาบินเพิ่มมากขึ้น อาทิ การบินไทย เปิด อิสตันบูล-กรุงเทพฯ สแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ส บินโคเปนเฮเก้น-กรุงเทพฯ สายการบินเอมิเรตส์ สายการบินเอทิฮัด เพิ่มความถี่เที่ยวบินจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาไทยมากขึ้น 2.กลุ่มสายการบินที่ไม่เคยมาไทยเริ่มเปิดเส้นทางบินตรงจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สายการบินแถบตะวันออกกลาง แอร์อาระเบีย บินตรง ซาจาร์-กรุงเทพฯ และภูเก็ต ส่วนแอร์แคนาดา บินแวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ และ 3.สายการบินเช่าเหมาลำ (Charter flight) มีเพิ่มขึ้น
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2567 ตามปกติจะเป็นช่วงนักท่องเที่ยวลดลงมากที่สุด หรือตกท้องช้างนั้น จากการหารือกับทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ยืนยันข้อมูลตารางบินฤดูร้อนปีนี้มีสัญญาณดีการบินจากทั่วโลกเข้าไทยในภาพรวม เพิ่มขึ้น 28% พิจารณาเป็นรายตลาด พบว่ามีเอเชียแปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลาง โอเชเนีย อเมริกา แอฟริกา จากเทรนด์ดังกล่าวจะสามารถปิดช่องว่างช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ตลาดระยะไกลเที่ยวเมืองไทยได้เป็นอย่างดี เพราะตอนนี้เมืองไทยสามารถทำ Ease of travelling หรือการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ทั่วโลกเดินทางเข้าไทยง่ายสะดวกมากขึ้น จากนี้ไปจะต้องทำ Ease of Business ทำให้ธุรกิจง่ายขึ้น เมื่อมีสายการบินนำนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้ว เมืองไทยต้องกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองหลักเมืองรองอย่างมีประสิทธิภาพ
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ปี 2567 ในตลาดท่องเที่ยวภาพรวม ททท.มีเป้าหมายการทำงานแบ่งเป็น 2 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.เป้าหมายที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการหรือ บอร์ด ททท. จะต้องสร้างรายได้รวมของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย 3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นต่างชาติ 1.92 ล้านล้านบาท จำนวน 35 ล้านคน นักท่องเที่ยวไทย 1.08 ล้านล้านบาท จำนวน 200 ล้านคน-ครั้ง และ 2.เป้าหมายของรัฐบาลนำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพิ่มรายได้รวมจากการท่องเที่ยวให้ถึง 3.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.30 ล้านล้านบาท จำนวน 39 ล้านคน นักท่องเที่ยวไทย 1.20 ล้านล้านบาท จำนวน 210 ล้านคน-ครั้ง

