หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.รับขึ้นจ่...

ธปท.รับขึ้นจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ทำหนี้เสี่ยงเป็นเอ็นพีแอล หลังหนี้เสียไตรมาสแรกขยับแตะ 5 แสนล้าน

21.05.24 | 17:10 น.
ภาพโดย Steve Buissinne จาก Pixabay

ธปท.รับขึ้นจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ทำหนี้เสี่ยงเป็นเอ็นพีแอล หลังหนี้เสีย Q1/67 ขยับแตะ 5 แสนล้าน


เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยผลสรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2567 ว่า ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ไตรมาส 1/2567 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.02 แสนล้านบาท จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 9.8 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นที่ 2.74% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 2.66% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจมีหนี้เสียอยู่ที่ 2.64% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.57% แยกพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.14% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 1.09% และธุรกิจรายย่อย (เอสเอ็มอี) อยู่ที่ 6.88% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 6.72%

น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคคุณภาพหนี้ด้อยลงทุกพอร์ต โดยรวมหนี้เสียอยู่ที่ 2.99% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 2.88% แบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 3.49% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 3.34% สินเชื่อบัตรเครดิต อยู่ที่ 4.13% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 3.57% สินเชื่อส่วนบุคคล อยู่ที่ 2.54% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.48% และสินเชื่อรถยนต์ อยู่ที่ 2.14% จากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 2.13%

“สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 91.3% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยที่ 90.9% โดยต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ด้อยลง โดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบางที่รายได้ฟื้นตัวช้า“น.ส.สุวรรณี กล่าว

Advertisement

น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า สำหรับสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (SICR หรือ stage 2) หรือลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นเกินกว่า 30 วัน โดยยอดรวมมีการปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.122 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วนปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.13% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 5.88% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ อยู่ที่ 5.74% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 5.45% แยกพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ 3.73% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 3.49% และธุรกิจรายย่อย (เอสเอ็มอี) อยู่ที่ 11.47% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 10.97%

น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า และสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นทุกพอร์ตโดยรวมอยู่ที่ 7.04% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 6.89% แบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 5.14% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 4.99% สินเชื่อบัตรเครดิต อยู่ที่ 5.25% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 4.99% สินเชื่อส่วนบุคคล อยู่ที่ 4.77% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 4.70% และสินเชื่อรถยนต์ อยู่ที่ 14.49% จากไตรมาสก่อนที่ 14.29%

“สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตเสี่ยงหนี้เสียตกชั้นมากขึ้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ กลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากรายได้กลับมาฟื้นตัวช้า และการปรับการชำระขั้นต่ำขึ้นเป็น 8% จาก 5% อย่างไรก็ตาม ธปท.ตรวจสอบกับผู้ประกอบการบัตรเครดิตพบว่าสัดส่วนลูกหนี้ที่มีการจ่ายขั้นต่ำน้อยกว่า 8% มีสัดส่วนลดลงค่อนข้างมากจากเดือนธันวาคม 2566“น.ส.สุวรรณี กล่าว

น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ยอมรับว่าการปรับการชำระขั้นต่ำ 8% ทำให้หนี้เสียเสี่ยงตกชั้นอาจจะเพิ่มมากขึ้น แต่ที่ ธปท. ปรับอัตราชำระขั้นต่ำเป็น 8% มีวัตถุประสงค์ท้ายสุดเพื่อการปิดจบหนี้เพื่อกลับไปสู่สถานะปกติ และ ธปท. ไม่ได้ขึ้นมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ได้กำหนดไว้เดิม

นอกจากนี้ ธปท. มั่นใจว่าโอเปอร์เรเตอร์ของบัตรเครดิตที่มีถึง 11 แห่ง มีข้อเสนอและมาตรการให้กับลูกค้า เช่น การเปลี่ยนประเภทสินเชื่อเป็นสินเชื่อที่ผ่อนชำระเป็นงวด (installment Loan) และมีบางที่ลดดอกเบี้ยจาก 16% ลงมาที่ 14% และ 12% รวมถึงมีการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปให้จ่ายเท่ากับค่างวดเดิม ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขบัตรเครดิตหักไป ส่วนหนึ่งมีการย้ายไปอยู่ที่สินเชื่อส่วนบุคคล

“เมื่อถามว่าจะมีการทบทวนมาตรการนี้หรือไม่ เพราะปี 2568 จะมีการปรับชำระขั้นต่ำเพิ่มเป็น 10% อาจจะทำให้เกิดหนี้เสียมากขึ้น ซึ่งจากที่ ธปท.ติดตามผลตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด รวมถึงคุยกับผู้ประกอบธุรกิจและดูในเรื่องของการช่วยเหลือลูกหนี้ในข้อเสนอต่างๆ นั้นยังอยู่ในข้อมูลส่วนที่ ธปท.พิจารณา ซึ่งยังมีเวลาจนกว่าจะถึงสิ้นปีและก่อนจะมีผลบังคับใหม่“น.ส.สุวรรณีกล่าว

น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2567 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 6.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 5.3 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน และการกันสำรองลดลง สำหรับกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง อยู่ที่ 1.30 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.20 แสนล้านบาท

ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 1.71 แสนล้านบาท ลดลงจากไตรมาสปีก่อนที่ 1.79 แสนล้านบาท เป็นผลจากต้นทุนเงินรับฝากที่เพิ่มขึ้น และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย อยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 5.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการกันสำรองลดลง โดยมีการกันสำรองที่ 4.7 หมื่นล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 5.9 หมื่นล้านบาท

จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงส่งผลให้อัตราส่วนทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2567 โดยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.02% ลดลงจากไตรมาสก่อน 3.17% อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ย (ROA) อยู่ที่ 1.13% เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 0.88% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของทุนเฉลี่ย (ROE) อยู่ที่ 8.47% เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 6.69%

ทั้งนี้ ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2567 ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน (BIS ratio) 20.1% เงินสำรอง (NPL coverage ratio) 176.1% และสภาพคล่อง (LCR) อยู่ในระดับสูงที่ระดับ 202.5% สามารถทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง