ธปท.จ่อปรับเกณฑ์ปล่อยกู้เอสเอ็มอีหนุนเข้าถึงสินเชื่อ หลังยอดติดลบหนัก ลูกหนี้เรื้อรังร่วมโครงการน้อย รอดูอีกระยะหากไม่เพิ่มต้องทบทวนมาตรการใหม่
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวถึงกรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นัดหารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนหนึ่งเพื่อหารือแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ
น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า ตามข่าวที่เผยแพร่ไปนั้น มองเป็นเรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อเป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) พบว่าตัวเลขสินเชื่อของเอสเอ็มอีติดลบประมาณ 5.1% ไม่ใช่การติดลบครั้งแรก เพราะช่วงก่อนวิกฤตโควิด สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบมาตลอดหลายปี และกลับมาเป็นบวกในช่วงที่ ธปท. มีมาตรการซอฟต์โลนกับสินเชื่อฟื้นฟู ทำให้สินเชื่อของเอสเอ็มอีเป็นบวกขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันสินเชื่อดังกล่าวกลับมาติดลบเหมือนเดิม แม้จะบอกว่าติดลบน้อยลง และเห็นเม็ดเงินใหม่ในการลงทุนที่ออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่อยากให้กลุ่มนี้เข้าถึงได้มากกว่านี้ ธปท. ดูว่าปัญหาที่กลุ่มเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ของงบการเงิน และเรื่องความเสี่ยง ซึ่งเรื่องความเสี่ยงจะชดเชยด้วยหลักประกันที่บางครั้งเอสเอ็มอีไม่มีหลักประกันมาใช้กู้สินเชื่อ
นอกจากนี้ ได้หารือถึงเรื่องโอเพ่นดาต้า การเพิ่มข้อมูลในการใช้พิจารณาสินเชื่อ เพราะข้อมูลอยู่กับหน่วยงานต่างๆ เช่น การโอนเงินชำระเงิน จ่ายค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าหนี้มีการใช้ข้อมูลหลากหลายวิเคราะห์ความสามารถชำระหนี้เอสเอ็มอีได้ดีขึ้น และการใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ก็ใช้ได้แต่มีข้อจำกัด จึงต้องมาดูว่าทำอะไรได้มากกว่านี้
“ดังนั้น พาร์ทที่มีการคุยกันคงเป็นเรื่องของการค้ำประกัน หรือเครดิตการันตีที่จะสามารถเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ได้เพิ่มเติม รวมถึงเรื่องการเพิ่มการแข่งขันโดยเปิดให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าไปในการแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันในรายละเอียดของทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท. รวมถึงแรงงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”น.ส.สุวรรณีกล่าว
ทั้งนี้ ช่วงนี้ ธปท. จะติดตามอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และจะพิจารณาว่าจะช่วยเหลืออย่างไร ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือเนื่องจาก ธปท. เพิ่งเข้าพูดคุยกับกระทรวงกาลคลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แผนที่ ธปท.เสนอจะวางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เพราะประเด็นนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นได้ หาก ธปท.ให้ปล่อยสินเชื่อเสรี และเจ้าหนี้นำเงินมาปล่อยกู้ โดยเป็นเงินฝากของประชาชน ซึ่งวิธีการพิจารณาสินเชื่อก็ต้องดูแนวโน้มชำระหนี้ และความเสี่ยงเป็นหลักอยู่ดี
น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืนและการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการดังกล่าวตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 โดย ธปท. ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด โดยการปรับโครงสร้างหนี้สะสมของระบบสถาบันการเงินในไตรมาส 1/2567 จำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 3.71 ล้านบัญชี ยอดหนี้ราว 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ยอดหนี้ 6 แสนล้านบาท และธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ ยอดหนี้ 2 แสนล้านบาท
น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt : PD) ตัวเลขยังไม่เป็นทางการ แต่จากการตรวจผู้ให้บริการทางการเงิน 37 แห่งพบว่าลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาหนี้เรื้อรัง (General PD) จำนวน 1.33 ล้านบัญชี ยอดภาระหนี้ 60,882 ล้านบาท และลูกหนี้ที่เป็นหนี้เรื้อรัง (Severe PD) จำนวน 0.48 ล้านบัญชี ยอดภาระหนี้ 14,433 ล้านบาท
“สำหรับการตอบรับนั้นยอมรับว่ายังไม่เยอะ แต่มีคนเริ่มสมัครแล้ว ตัวเลขจะได้ชัดชัดโดยตั้งแผนไว้แล้วว่าจะติดตามและดูอิมแพ็คของมาตรการ ถ้าช่วงไตรมาส 2 ซึ่งตัวเลขจะได้ประมาณเดือนกรกฎาคม 2567 ถ้าตัวเลขการเข้าร่วมน้อยก็มีแผนว่าจะคุยกับลูกหนี้ที่ไม่เข้าร่วมมาตรการว่าสาเหตุเกิดจากอะไรและคุยกับเจ้าหนี้ว่าควรปรับมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่ในช่วงไตรมาส 3/2567”น.ส.สุวรรณีกล่าว

