‘ปิโตรเคมี’ต้นน้ำอุตสาหกรรมไทย เฟืองหลักหมุนศก.แกร่ง-โตยั่งยืน

23.05.24 | 20:33 น.

‘ปิโตรเคมี’ต้นน้ำอุตสาหกรรมไทย
เฟืองหลักหมุนศก.แกร่ง-โตยั่งยืน

การเดินสายโรดโชว์ของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี เจรจา ชักชวนภาคเอกชนจากฝรั่งเศสและอิตาลีเข้ามาลงทุนในไทย

หนึ่งในบริษัทที่หารือกันคือ เอนี (Eni) บริษัทสัญชาติอิตาลี ดำเนินธุรกิจน้ำมันและแก๊สใหญ่ที่สุดของอิตาลี เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจน้ำมันและก๊าซ การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน การกลั่น กิจกรรมทางเคมี และเศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัทมีกิจการใน 61 ประเทศ ถือเป็น 1 ใน 7 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก

นายกฯเศรษฐาหารือกับนาย Guido Brusco, Chief Operating Officer Natural Resources บริษัทเอนี เพื่อหาโอกาสการลงทุน พร้อมพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายการค้าร่วมกัน ครอบคลุมธุรกิจ LNG รวมถึงการศึกษาวัตถุดิบในประเทศไทย สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงโอกาสความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และพลังงาน
ทางเลือกอีกด้วย

ทั้งนี้ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีนั้นเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกัน

Advertisement

“ปิโตรเคมี” เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้กระบวนการทางเคมีขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบปิโตรเลียมอย่างก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ถ่านหิน มาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร ส่วนประกอบในยานพาหนะ อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ เป็นต้น

ย้อนอดีตความเป็นมาในการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เริ่มต้นช่วงปี พ.ศ.2482-2488 ประเทศไทยประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้ต้องมีการนำเข้าน้ำมันราคาแพง

ต่อมาปี พ.ศ.2514-2516 รัฐบาลไทยส่งเสริมให้มีการสำรวจปิโตรเลียมในทะเล และได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ในช่วงเวลาดังกล่าวกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปค) ได้ควบคุมการผลิตและกำหนดราคาน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งความต้องการใช้พลังงานของประเทศเพิ่มสูงขึ้นทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง ในปี 2523-2527

รัฐบาลจึงลงทุนก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากทะเลอ่าวไทย และท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นแรก รวมถึงก่อตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 1 ขึ้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ท้าทายครั้งสำคัญเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ให้เติบโตในระยะยาว

โดยรัฐบาลมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นระยะๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับก๊าซธรรมชาติ นอกจากการใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า โดยพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อทดแทนการนำเข้า และเพื่อเพิ่มความมั่นคงการจัดหาวัตถุดิบ

ที่สำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์น ซีบอร์ด) ที่มีการกล่าวขานกันว่าเป็นยุค “โชติช่วงชัชวาล”

โดยนำสารประกอบที่มีคุณค่าจากก๊าซธรรมชาติ อาทิ ก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน หรือก๊าซบิวเทน มาต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและทดแทนการนำเข้าปิโตรเคมี ให้สอดรับกับความต้องการใช้พลาสติกในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

การผลิตปิโตรเคมีแบ่งเป็น 4 ขั้น ประกอบด้วย

ขั้นที่ 1 การผลิตวัตถุดิบตั้งต้น ส่วนใหญ่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท (ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงแยกก๊าซ) และแนฟทา (ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมัน) นอกจากนี้ ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีนำสารชีวภาพมาเป็นวัตถุดิบร่วมด้วย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ที่ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ

ขั้นที่ 2 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่นำวัตถุดิบตั้งต้นมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น แบ่งได้เป็น 2 สายผลิตภัณฑ์ตามโครงสร้างโมเลกุล คือ 1.สายโอเลฟินส์ ประกอบด้วย มีเทน เอทิลีน โพรพิลีน และมิกซ์ ซีสี่ หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 4 อะตอม และ 2.สายอโรมาติกส์ ประกอบด้วย เบนซีน โทลูอีน และไซลีนซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบและสารประกอบในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ

ขั้นที่ 3 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง เป็นอุตสาหกรรมที่นำผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไปมาผลิตต่อ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางที่สำคัญ เช่น ไวนิลคลอไรด์ และสไตรีน ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายต่อไป

ขั้นที่ 4 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย เป็นอุตสาหกรรมที่นำผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลางมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นสุดท้าย เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.เม็ดพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากที่สุด เช่น บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นต้น โดยมีผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ เช่น โพลีเอทิลีน (Polyethylene) โพลีโพรไพลีน (Polypropylene) โพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) อะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS) โพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) และโพลีสไตรีน (PS)

ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สำคัญและนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง อาทิ PET อาทิ ขวดน้ำดื่ม บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและยา, HDPE อาทิ ภาชนะบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ขวดยาสระผม ลังพลาสติก, PVC อาทิ ตลับเครื่องสำอาง ท่อน้ำประปา แผ่นฟิล์มห่ออาหาร, LDPE อาทิ ฟิล์มหดและฟิล์มยืดสำหรับห่ออาหาร ฟิล์มคลุมโรงเรือนการเกษตร, PP อาทิ ถาดใส่อาหารทนความร้อน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ของรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และ PS อาทิ วัสดุกันกระแทก ส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้า หมวกกันน็อก แผ่นฉนวนกันความร้อน

2.เส้นใยสังเคราะห์ เช่น เส้นใยโพลีเอสเทอร์ (Polyester) เส้นใยโพลีอะไมด์ (Polyamide Fibre หรือ Nylon Fibre) ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ สิ่งทอ และบรรจุภัณฑ์ 3.ยางสังเคราะห์ เช่น ยางสไตรีนบิวตาไดอีน (SBR) ยางบิวตาไดอีน (BR) ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางรถยนต์ และเครื่องอุปโภคบริโภค

และ 4.สารเคลือบผิวและกาว เช่น โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) และโพลีไวนิลอะซีเตต (Polyvinyl-Acetate) ใช้เป็นวัตถุดิบและสารประกอบในหลายอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงภาคก่อสร้าง

จวบจนปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากมูลค่าการลงทุนกว่า 1.25 ล้านล้านบาท สร้างรายได้ 0.84 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.2% ของจีดีพีประเทศ และสร้างมูลค่าการส่งออกถึง 0.49 ล้านล้านบาท หรือ 5.7% ของการส่งออกทั้งหมด

อีกทั้งสร้างงานในส่วนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้ถึง 4.14 แสนคน และช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กว่า 3,000 ราย มีอาชีพและรายได้ (ข้อมูล ณ ปี 2021 ยกเว้นมูลค่าการลงทุนปี 1990-2021)

เมื่อมองภาพรวมแล้วจะพบว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดิบได้มากถึง 10-25 เท่า นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์มากมายเชื่อมโยงกันและกันเป็นวงจร สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

ถือได้ว่า “ปิโตรเคมี” เป็นอุตสาหกรรมหลักในการพัฒนาและหล่อเลี้ยงประเทศไทย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

ตลอดจนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน