รัสเซียแตะเส้นส่งออกสินค้าผ่านขั้วโลกเหนือ ทำน้ำแข็งละลายหนัก หวั่นโลกร้อน-โรคใหม่ระบาด
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ต อาคารเกษรทาวเวอร์ แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดมติชนฟอรั่ม หัวข้อ Thailand 2024 : Surviving Geopolitics’ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนารูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในหัวข้อไทยในสมรภูมิใหม่
รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า จากการค้นพบทรัพยากรใต้ท้องทะเลลึก ขณะนี้กำลังจะก้าวไปแตะเรื่องเส้นทางการค้าใหม่บนขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากขั้วโลกใต้ที่เป็นแผ่นดิน เพราะขั้วโลกเหนือเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งลอยน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ด้วยภาวะโลกร้อน ทำให้ก้อนน้ำแข็งขั้วโลกเล็กลงเรื่อยๆ และรัสเซียเริ่มเปิดเส้นทางการค้าตรงนี้ตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งเกินมา 10 ปีแล้ว ทำให้เรือสามารถเดินทางเข้าไปโดยผ่านเส้นทาง Northern Sea Route นึกประเทศญี่ปุ่น รัสเซีย ล่องเรือขึ้นทางเหนือเลาะตามขอบน้ำแข็งทวีปของรัสเซีย และลงมาทางชายแดนทะเลเมดิเตอเรเนียน และเข้าสู่ตลาดในยุโรปได้
ส่งผลให้ลดเวลาการส่งสินค้าสั้นลงจากเดิมใช้เส้นทางระยะทางจากท่าเรือ Tianjin ประเทศจีนและไปจบที่ช่องแคบอังกฤษ มีระยะทาง 12,745 ไมล์ทะเล หรือ 23,604 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 35-40 วัน แต่หากเดินทางผ่านเส้นทาง Northern Sea Route จะใช้ระยะทางประมาณ 5,770 ไมล์ทะเล หรือ 10,686 กิโลเมตร ซึ่งระยะเวลาในการขนส่งเหลือเพียง 18-22 วันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม น้ำแข็งทั่วโลกที่อยู่มาล้านปีไม่ละลาย แต่ขณะนี้กำลังละลายมากขึ้น สาเหตุมาจากการเดินเรือที่มีฝุ่นละอองสีดำ เมื่อไปกัดกร่อนน้ำแข็งสีขาวก็เกิดการดูดซับความร้อน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากฝุ่นที่มาจากเรือขนส่ง จึงมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จะไม่มีขั้วโลกเหนืออีกต่อไป เนื่องจากน้ำแข็งอยู่ใต้แผ่นขั้วโลก เมื่อน้ำแข็งพวกนี้ละลายจะปล่อยเชื้อโรคที่ฝังอยู่ในน้ำแข็งและละลายออกมา ซึ่งภูมิในตัวของมนุษย์อาจไม่สามารถต้านเชื้อโรคพวกนี้ได้
รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน อย่าลืมว่าทั่วโลกจะเกิดภาวะโลกร้อน และประเทศไทยอยู่อันดับ 9 จาก 10 อันดับ สำหรับประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะโลกร้อน เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครอยู่ใน 10 อันดับของเมืองที่มีความเสี่ยงมากที่สุดหากเกิดภาวะการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก
“เรื่องพวกนี้คือสิ่งที่จะต้องคำนึงถึง และเป็นประเด็นในเรื่องของภูมิศาสตร์แน่นอน เพราะมันเกิดข้ามพรมแดงมันไร้สัญชาติ ที่กำลังเผชิญกับภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และเสถียรภาพของทั่วโลกเช่นกัน”รศ.ดร.ปิติ กล่าว
รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า เช่นเดียวกับโลกการเงินจะมีการเปลี่ยนแปลงสูง เพราะปริมาณเงินของสหรัฐจากที่เกิดวิกฤตต่างๆ มีปริมาณเงิน 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันสหรัฐเพิ่มเงินในระบบมากขึ้นถึง 20.86 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่นี้ได้ดึงเงินกลับมาไม่หมด เพราะธนาคารขึ้นดอกเบี้ยสูง รวมถึงเงินมีการไหลเข้าและไหลออก รวมถึงอำนาจซื้อเงินเหรียญสหรัฐผันผวน ขณะเดียวกัน ทองที่มีราคาสูงขึ้น เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากสงคราม และธนาคารกลางสะสมทองคำแท่งไว้สูงขึ้น นอกจากนี้ หลายประเทศไม่มีทองคำจึงซื้อมากขึ้น และลดสัดส่วนการถือครองเหรียญสหรัฐลดลง
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันสหรัฐฯ มีหนี้อยู่ 34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่อยู่ในสถานะจะใช้หนี้สาธารณะของตัวเองได้ คิดภาพถ้าสหรัฐฯ มีเศรษฐกิจใหญ่สุด ทั่วโฃกใช้เหรียญสหรัฐแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่ไม่สามารถชำระเงินได้ อาจส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก และหนี้จะเป็นหนี้ของคนทั่วโลกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเหรียญสหรัฐยังมีค่าอยู่แต่อาจจะไม่ได้มีค่ามากกว่าที่ผ่านมา และคงไม่ได้สื่อกลางการแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างที่เคยเป็น
รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องคิดต่อไปในสมรภูมินี้ไทยต้องเปลี่ยนบทบาท เรื่องแรกต้องอัพเดทภาคการผลิตของไทยที่ไม่ใช่การพึ่งเครื่องยนต์ เครื่องจักรมือ 2 มือ 3 และต้องมีเครื่องจักรที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นที่จะทำให้เราอยู่ในอีโคซิสเต็มนี้ได้ อีกทั้งเรื่องกระบวนการผลิตต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากการรับรองมาตรฐานใหม่ ซึ่งภาคการผลิตต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนที่สุด มีเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ภาคต่อมาคือเรื่องของคนที่มีค่านิยมแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน ภายใต้ข้อจำกัดสังคมสูงอายุ ต้องมีการส่งเสริมการมีลูก หรือการเปิดรับการแข่งขันของคนในต่างประเทศ จะเปิดตลาดแรงงานได้มากน้อยแค่ไหน ที่จะดึงคนเข้ามาในประเทศ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายเศรษฐกิจได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ไทยต้องสร้างอำนาจต่อรอง และนำตัวเองไปอยู่ในจุดที่ต้องติดตาม และให้อาเซียนเป็นกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยมีบทบาทในอาเซียน เพื่อทำให้ไทยไม่ต้องเลือกข้าง แต่ทำให้หลายประเทศเลือกมาอยู่ข้างกับเรา เราจะต้องพูดถึงเรื่องหลักการ และการไม่เข้าไปแทรกแซงใดๆ และยอมรับในกติกาสากล
“แม้ผู้นำไทยจะไปหลายประเทศ แต่ยังเดินไปทั่วอาเซียนไม่ครบทั้ง 10 ประเทศ แม้จะมีนโยบายสำคัญคืออาเซียรเฟิร์ส ซึ่งยังไม่เห็นการนำมาปรับใช้ได้จริง”รศ.ดร.ปิติ กล่าว

