หน้าแรก เศรษฐกิจ ดีอี ยืนยัน &...

ดีอี ยืนยัน ‘จำเป็น’ ตัดวงจรซิมผี-บัญชีม้า 30 ล้านเบอร์ ย้ำปชช.ใช้งานได้ปกติถึงสิ้น ต.ค.

28.05.24 | 15:48 น.

ดีอี ยันจำเป็นตัดวงจรซิมผี-บัญชีม้า 30 ล้านเบอร์ ย้ำปชช.ใช้งานได้ปกติถึงสิ้น ต.ค.

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงชี้แจงกรณีประชาชนกังวลหลังมีมาตรการบังคับใช้ชื่อบัญชีต้องตรงกับชื่อเบอร์โมบายแบงกิ้ง ร่วมกับ กสทช. ปปง. และสมาคมธนาคารไทย โดยยืนยันว่ามาตรการดังกล่าว จัดทำเพื่อปิดกั้นซิมผี-บัญชีม้า และตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกระทรวงดำเนินแนวทางกวาดล้างบัญชีม้ามาอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งความกังวลของพี่น้องประชาชนในเรื่องซิมการ์ดที่จะถูกปิดกั้นและไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอยืนยันว่าช่วงนี้ประชาชนยังสามารถใช้โมบายแบงกิ้งได้ตามปกติจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ แต่ในระหว่างนี้ให้ประชาชนไปยืนยันตัวตนที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ใช้บริการอยู่

ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้น 4 กลุ่ม คือ 1.เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน 2.เป็นผู้อนุบาลตามคำสั่งศาล หรือผู้ที่ดูแลคนไร้ความสามารถ 3.เป็นนิติบุคคลที่มีความจำเป็นต้องใช้ซิมเป็นจำนวนมาก และ 4.เป็นกลุ่มที่ธนาคารเห็นว่ามีความจำเป็นต้องใช้ชื่อที่ไม่ตรงกัน

“การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด ถือว่าผิดกฎหมายอาญา ตามกฎหมายจำคุกถึง 3 ปี จึงอยากให้พี่น้องประชาชนตระหนักถึงว่า การกระทำเหล่านี้มีความผิด โดยสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการจัดระบบ เพื่อให้เห็นตัวผู้กระทำความผิดได้ง่ายขึ้น จึงอยากให้ประชาชนเห็นความสำคัญ ว่ายังมีคนที่ทำร้ายประชาชนด้วยกันอยู่ หากให้ความร่วมมือกัน จะทำให้เราสามารถจับคนทำบัญชีม้า หรือกลุ่มผู้ขายบัญชี เป็นส่วนเกี่ยวเนื่องกับการทำร้ายประชาชนด้วยกัน เกิดกระบวนการจับกุมผู้ขายบัญชีม้าได้มากขึ้น” นายประเสริฐกล่าว

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ขั้นตอนการตรวจสอบได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยจะมีการตรวจสอบทั้งหมด 106 ล้านหมายเลข ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน เบื้องต้น คาดว่า มีประมาณ 30 ล้านบัญชี ที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ชื่อบัญชีและหมายเลขโทรศัพท์ ที่ผูกกับโมบายแบงกิ้งไม่ตรงกัน

Advertisement

โดยกลุ่มแรกที่จะถูกตรวจสอบ คือ กลุ่มที่มีการเปิดบัญชีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากนั้นจะทยอยตรวจสอบต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการดำเนินการภายใน 120 วัน ไม่ได้เป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินไป แม้เริ่มมีข้อมูลออกมาแล้วว่า กลุ่มมิจฉาชีพหรือคอลเซ็นเตอร์ ออกโปรโมชั่นในการรับซื้อซิมที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้องในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์จำนวนกว่า 106 ล้านหมายเลข เท่ากับต้องดำเนินการตรวจสอบให้ได้จำนวน 580,000 หมายเลขต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย และใช้ศักยภาพในกระบวนการตรวจสอบเต็มที่แล้ว

พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว พบว่า ข้อมูลไม่ตรงกัน ทางธนาคารจะมีการแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งเท่านั้น เพื่อให้ดำเนินการยืนยันตัวตนตามขั้นตอนต่อไป โดยเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่จะไม่มีการส่งข้อความผ่านเอสเอ็มเอส หรือโทรติดต่อกับผู้ใช้บริการตามหมายเลขโทรศัพท์โดยเด็ดขาด หากมีการติดต่อในลักษณะประสานข้อมูลยืนยันตัวตนให้ประชาชนรู้ตัวในทันทีว่า เป็นมิจฉาชีพอย่างแน่นอน โดยประชาชนที่ต้องการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ชื่อบัญชีกับชื่อเบอร์โมบายแบงกิ้งตรงกันหรือไม่ สามารถกดตรวจสอบผ่านหมายเลข 179 ตามด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน และกด # แล้วโทรออกได้เลย หากชื่อตรงกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมอีก

สำหรับกรณีประชาชนที่มีภารกิจอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงนี้ ก็สามารถมาดำเนินการภายหลังได้ แต่กรณีที่พักอาศัยอยู่ต่างประเทศถาวร สามารถส่งผู้แทนที่ได้รับการมอบอำนาจมาส่งเอกสารที่ธนาคาร เพื่อบอกเหตุผลและความจำเป็นได้ แต่ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยจำเป็นต้องยืนยันตัวตนและทำให้ชื่อบัญชีและหมายเลขโทรศัพท์โมบายแบงกิ้งเป็นชื่อที่ตรงกันเท่านั้น นอกจากนี้ ความกังวลการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลในขั้นตอนตรวจสอบนั้น ในกระบวนการมีเพียง 3 ฝ่ายที่สามารถเข้าถึงข้อมูลของประชาชน ได้แก่ ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ กสทช. และธนาคารเท่านั้น การนำส่งข้อมูลเป็นการเข้ารหัส 2 ชั้น ปปง. ยังไม่สามารถถอดรหัสและเข้าถึงข้อมูลด้วยซ้ำ รวมถึงมีการทดสอบระบบที่ต้องปลอดภัย 100% แน่นอน จึงจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป จึงอยากให้มั่นใจในแนวทางดำเนินงานที่จัดทำแล้ว

นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการสายงานกิจการโทรคมนาคม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การอัพเดตข้อมูลของประชาชนกับผู้ใช้บริการเครือข่ายมือถือ และธนาคารนั้น จะต้องสามารถใช้สิทธิและโปรโมชั่นตามเดิมได้ โดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่กระทบสิทธิเดิมของผู้บริโภคอย่างแน่นอน โดยหลังจากนี้จะเรียกผู้ให้บริการทุกรายมาทำความเข้าใจร่วมกัน

นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข ประธานผู้บริหาร Legal, Compliance & Finance crime ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า มีบางบุคคล ที่มีการเปิดบัญชีมากถึง 400 บัญชีในชื่อเดียวกัน ทางสมาคมธนาคารไทย จะเข้าไปตรวจสอบและหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งอาจต้องเรียกเจ้าของบัญชีเข้ามาชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องเปิดบัญชีเป็นจำนวนมากแบบนี้ ส่วนในระยะถัดไป เงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการกระทำผิด ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีการออกมาตรการข้อกำหนดการเปิดบัญชีใหม่ ภายในเดือนมิถุนายนนี้

ทั้งนี้ กรณีหากประชาชนพบปัญหาการดำเนินงานภายใต้มาตรการดังกล่าว สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนไปยัง กสทช. ได้ที่สายด่วน 1200