‘นภินทร’ ปะทะ ‘เชฟจารึก’ รังสรรค์เมนูจากมะพร้าวน้ำหอม GI ราชบุรี ในงานไทยเฟ็กซ์

28.05.24 | 20:01 น.

นภินทร ปะทะ เชฟจารึก รังสรรค์เมนูจากมะพร้าวน้ำหอม GI ราชบุรี ในงานไทยเฟ็กซ์


เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการเยี่ยมชมบูธ GI ของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่า กระทรวงฯมีการส่งเสริม GI ในมิติต่างๆ ทั้งในด้านการส่งเสริมสินค้าเกษตรอัตลักษณ์และขึ้นทะเบียน GI จากจำนวนสินค้า GI ในปี 2566 มี 191 รายการ มูลค่าการตลาด 54,000 ล้านบาท

ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน 203 รายการ สร้างมูลค่าการตลาดรวม 70,000 ล้านบาท ในปี 2567 ตั้งเป้าขึ้นทะเบียนสินค้า GI 211 สินค้า คาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 76,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น จากปี 2566 เพิ่มขึ้นกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฟ้นหาสินค้าชุมชนที่มีอัตลักษณ์ส่งเสริมให้เป็นสินค้า GI ผลักดันให้ขึ้นทะเบียน โดยส่งเสริมการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนด้านการควบคุมคุณภาพมาตรฐานให้สินค้า GI สร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานผ่านการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

Advertisement

ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า GI ที่มีระบบควบคุมคุณภาพแล้วจำนวน 165 สินค้า จากสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 203 รายการ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ไทย ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การขยายช่องทางการตลาดผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การจัด GI Pavilion ในงาน Thaifex – Anuga Asia เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดโลก การขยายช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ ขายสินค้า GI บนแพลตฟอร์ม Shopee Lazada การผลักดันให้เกิดการจัดทำสัญญาซื้อขายสินค้า GI ล่วงหน้า (Contract Farming) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน การยกระดับสินค้า GI ผ่านเมนูอาหารจากเชฟระดับมิชลิน ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในแวดวงกูรูด้านอาหารระดับประเทศ และผลักดันการนำพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า GI เป็นเส้นทางท่องเที่ยว โดยการร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันสินค้า GI สู่ร้าน Thai Select ในต่างประเทศ โดยมีแผนที่จะขยายเครือข่ายสู่ร้านอาหารไทยที่เป็นร้าน Thai Select ที่มีกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นการสร้างกระแสในการใช้วัตถุดิบสินค้า GI มารังสรรค์เมนู สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค ผลักดันให้สินค้า GI ไทย ที่เป็นสุดยอดวัตถุดิบอาหารและเป็นสินค้าที่มี Story Telling อันจะช่วยยกระดับอาหารไทยให้ได้รับความนิยมและกระตุ้นการบริโภคสินค้า GI ไทย และส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย ในต่างประเทศแล้ว 8 รายการ

โดยสินค้า GI ที่มาร่วมแสดงสินค้าในงาน มีจำนวน 24 สินค้า ผู้ประกอบการ 28 ราย จาก 21 จังหวัดทั่วประเทศได้แก่ (1) ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง (2) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (จ.ร้อยเอ็ด และ จ.สุรินทร์) (3) ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ (4) กาแฟดอยตุง (จ.เชียงราย) (5) กาแฟเทพเสด็จ (จ.เชียงใหม่) (6) ชาเชียงราย (7) กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก (8) กล้วยหอมทองพบพระ (จ.ตาก) (9) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (จ.นครศรีธรรมราช) (10) ส้มโอนครชัยศรี (จ.นครปฐม)

(11) เนื้อโคขุนโพนยางคำ (จ.สกลนคร) (12) ปลากุเลาเค็มตากใบ (จ.นราธิวาส) (13) ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา (14) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (จ.สมุทรสาคร) (15) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี (16) พริกไทยตรัง (17) กระท้อนตะลุง (จ.ลพบุรี) (18) ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ (19) สับปะรดภูแลเชียงราย (20) มะขามหวานเพชรบูรณ์ (21) อะโวคาโดตาก (22) ไวน์เขาใหญ่ (จ.นครราชสีมา) (23) ไชโป้วโพธาราม (จ.ราชบุรี) และ (24) ข้าวแต๋นลำปาง

สินค้า GI ที่มีมูลค่าส่งออก 10 อันดับแรก มีอะไรบ้าง และกระทรวงพาณิชย์มีแผนส่งเสริมสินค้า GI ในตลาดต่างประเทศ จากมูลค่าตลาดสินค้า GI ณ ปี 2566 ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีมูลค่าการส่งออกสินค้า GI รวมกว่า 21,143 ล้านบาท โดยมีสินค้า GI ไทย ที่มีมูลค่าการส่งออก 10 อันดับแรก ดังนี้

1.ทุเรียนหมอนทองระยอง 2.ทุเรียนเสด็จน้ำยะลา 3.มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี 4.มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว 5.มังคุดทิพย์พังงา 6.กล้วยหอมทองเพชรบุรี 7.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า 8.ส้มโอท่าข่อยเมืองพิจิตร 9.กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก 10.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก

“สินค้า GI แต่ละอย่างมีความโดดเด่นอัตลักษณ์และ story ท่านไปจังหวัดไหนไปเยี่ยมชมแหล่งกำเนิดสินค้าก็หาสินค้าที่มีอัตลักษณ์โดยเฉพาะสินค้า GI ในพื้นที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวได้”