ภาคยานยนต์ระส่ำ ยอดผลิต-ขาย ร่วง เป็นรองมาเลเซีย ผู้ซื้อกว่าครึ่งถูกปฏิเสธสินเชื่อ
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “มติชนออนไลน์” ถึงกรณีกระแสข่าว ค่ายรถยนต์ SUBARU จากประเทศญี่ปุ่น เตรียมหยุดผลิตรถยนต์ในไทย 30 ธันวาคม 2567 ว่า ต้องขอตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง โดย SUBARU เป็นสมาชิกของอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. น่าจะมีรายละเอียดทางการในเร็วๆนี้ ส่วนตัวมองว่าแบรนด์ได้รับความนิยมและได้รับคำชมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเรื่องความปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้ต่างชื่นชอบ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยไม่สู้ดีนัก ยอดผลิตและยอดขายตกลงไปมาก สาเหตุหลักจากปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ บวกกับประชาชนต้องเจอกับต้นทุนดอกเบี้ยสูง ต้นทุนการเงิน อาทิ อัตราจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไฟแนนซ์มีความกังวลจึงเข้มงวดเรื่องสินเชื่อ ทำให้ปัจจุบันยอดสินเชื่อรถยนต์ถูกปฏิเสธสูงถึง 50% หมายถึงครึ่งหนึ่งของผู้ต้องการซื้อรถถูกปฏิเสธ
ตัวเลขการถูกปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์ปัจจุบันเป็นระดับเดียวกับตัวเลขการถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้าน แต่ที่ผ่านมาภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับการดูแลเยียวยาจากรัฐบาลแล้ว ผ่านมาตรการอสังหาฯครั้งใหญ่ แต่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ผ่านส่วนลดหลักแสนบาทต่อคัน แต่กลุ่มรถยนต์สันดาปภายในยังไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากกระทบค่ายรถยนต์แล้ว ยังกระทบกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดซัพพลายเชน ทั้งอุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมหนัง อุตสาหกรรมกระจก ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีแรงงานในระบบประมาณ 7.5-8 แสนคน ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของไทย เห็นได้จากตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) ลดลงต่อเนื่อง สาเหตุหลักก็มาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ลดลงอย่างมาก
และทำให้อันดับยอดขายรถยนต์ในประเทศของไทยตกลงไปเป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซีย จากที่ไทยเป็นอันดับ 2 มาตลอด ตัวเลขนี้สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ซึ่งมาเลเซียช่วงปี 2563 มียอดขายรถยนต์ในประเทศประมาณ 5 แสนคัน ขณะที่ไทยมียอดขาย 9 แสนคัน ถึง 1 ล้านคัน แต่ปีนี้ ยอดสะสมช่วงไตรมาสแรก มาเลเซียขึ้นมาระดับ 7 แสนคัน ขณะที่ไทยลดลงเหลือระดับ 7 แสนคัน แต่มาเลเซียยอดสุทธิสูงกว่า
จากสถานการณ์ภาพรวมทั้งหมด ทั้งปัญหาหนี้ และกำลังซื้อไม่ฟื้น หากไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ฟื้นตัว อาจทำให้ค่ายรถยนต์ปรับแผน ชะลอการลงทุนเพื่อดูทิศทาง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

