‘จุลพันธ์’ มอบนโยบาย กรมสรรพสามิต ตั้งเป็นหัวหอก ขับเคลื่อนอีเอสจี สร้างมาตรฐานภาษีคาร์บอน
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกรมสรรพสามิตว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานไปคิดเรื่องแพคเกจการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สำหรับกระทรวงการคลังมอบนโยบายในแนวทางเดียวกันให้กับกรมจัดเก็บภาษีทั้ง 3 กรม ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และ กรมสรรพากร
นายจุลพันธ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้มอบให้ กรมสรรพสามิต ดูในเรื่องของการกระตุ้นระยะสั้นว่าจะทำอะไรได้บ้าง ส่วนในระยะกลางและระยะยาวคือเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้มีการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และมีการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ ซึ่งภาษีของกรมสรรพสามิตเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ที่สุด อาทิ ภาษีความหวาน ทำให้คนบริโภคน้ำตาลลดลง และมาตรการลดภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี ดูจากการเติบโตของรถอีวีในประเทศไทยกว่า 5 หมื่นคันในปี 2566 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินแพคเกจอีวี 3.5 แล้ว
นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะผลักดันให้สรรพสามิตเป็นหัวหอกในเรื่องแนวคิดเรื่องการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, social, and governance-ESG) โดยเฉพาะเรื่องการสร้างมาตรฐานราคากลางของคาร์บอนเครดิตในภาคบังคับ จากที่ผ่านมาเป็นภาคสมัครใจเท่านั้น เนื่องจากขณะนี้ต่างประเทศ เช่น ยุโรป ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขณะเดียวกันได้มอบนโยบายกรมสรรพสามิตพิจารณาปรับแก้กฎหมายสุราชุมชน เพื่อให้กลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนสามารถอยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้ รวมทั้งต้องการผลักดันให้สุราไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ สร้างจุดขายให้กับต่างชาติที่เขามาท่องเที่ยวไทย หรือเป็นของฝาก หรือส่งออกต่างประเทศได้
นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า ยังได้มอบนโยบายเรื่องการปราบปรามสินค้าเถื่อน โดยกรมสรรพสามิตรายงานว่าช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมามีการเข้มงวดตรวจจับสินค้าเป็นอย่างมาก ส่งผลให้มียอดจับกุมเพิ่มขึ้นถึง 10% อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าที่ยังมีปัญหา ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในพิกัดที่สามารถดำเนินการได้ ส่วนนี้ได้มอบนโยบายให้กรมไปศึกษาเพื่อหาทางออกเพิ่มเติม
นายจุลพันธ์กล่าวด้วยว่า ส่วนการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตนั้น คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2567 อาจทำไม่ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลช่วยบรรเทาภาระของประชาชนผ่านการลดภาษีน้ำมันและพลังงาน ซึ่งดำเนินการผ่านกลไกของกรมสรรพสามิตทำให้สูญเสียรายได้เฉลี่ยเดือนละ 2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตได้รายงานว่าจะมีการเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ต่อไป
“ยืนยันว่าการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตที่ต่ำกว่าเป้าหมายไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งมีบางกรมที่จัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมาย หรือบางกรมทำได้เกินเป้าหมาย ซึ่งเราสามารถบริหารจัดการได้ และขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็อยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมภาษี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากที่สุด” นายจุลพันธ์กล่าว

