เสี่ยใหญ่สหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทย เป็นเศรษฐกิจหาเสียง ยังโตต่ำ ชม ‘นายกฯ’ ขยัน เก่งภาษา
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมการบริโภคกลุ่มอาหาร อยู่ในช่วงขาขึ้น เศรษฐกิจช่วงนี้มีความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน ซึ่งเมืองไทยมีความได้เปรียบเรื่องอาหาร แต่เศรษฐกิจตามไม่ทันความต้องการของคน คนมีความต้องการสูง แต่หาเงินมาไม่ทัน เพราะมีภาระหนี้สูง อย่างไรก็ดีภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 ไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้าใครปรับปรุงได้ ก็เป็นโอกาส เพราะเศรษฐกิจแบบนี้เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง ถ้าเทียบกับในอดีตอาจจะยังไม่ดี แต่ถ้าเทียบกับทั่วโลกแล้วเมืองไทยยังดีกว่าคนอื่น ถ้ารู้จักเปลี่ยนแปลงเอาสินค้าไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นหากนหากเปรียบก็น่าจะเป็นรถอีวีที่ไม่เหมือนกับไฮบริดหรือน้ำมัน รถอีวีดีตอนสตาร์ตอัพเร็ว แต่เมื่อขับไปแล้วสู้น้ำมันไม่ได้
”เศรษฐกิจไทยขณะนี้ เป็นเศรษฐกิจหาเสียง ไม่ใช่เศรษฐกิจจริงๆ ดูจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหาเสียงเป็นหลัก ทั้งปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ที่รัฐบาลต้องใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ ถ้าเทียบประเทศอื่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เรายังสู้เขาไม่ได้ เราขึ้นน้อย แต่เขาขึ้นสูง อย่างจีนเป็นประเทศใหญ่จีดีพีเขาขึ้น 5% แต่ของเราประเทศเล็กขึ้น 1% กว่าๆ ขณะที่กำลังซื้อระดับล่างก็ยังฝืด ซึ่งนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต จึงช่วยกระตุ้นได้ระยะสั้นเท่านั้น รัฐควรมองนโยบายที่ช่วยเศรษฐกิจระยะยาวและการลงทุนระยะยาว เช่น กล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน” นายบุณยสิทธิ์กล่าว
นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ทั้งนี้วิธีจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มีหลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุด ต้องกระตุ้นผ่านตลาดหุ้นให้ปรับขึ้นจากระดับ 1,300 จุด ไปสู่จุดที่เคยทำได้ในระดับ 1,600 จุดได้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ โดยเฉพาะกำลังซื้อในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันไม่มีสภาพคล่องทางการเงินเท่าที่ควร ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น มองว่าดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องลด ถ้าลดก็ต้องลดดอกเบี้ยนอกระบบเพราะสูง อย่างไรก็ตามอาจจะกระทบต่อธุรกิจใหญ่ที่กู้มาลงทุน ส่วนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ก็ถือว่าดี

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 400 บาท มองว่าคนไทยไม่ทำงานที่มีค่าแรงต่ำ เช่น ธุรกิจก่อสร้าง บริการ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติที่ต้องการค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนต่างชาติเข้าไทยมากกว่า เมื่อต่างชาติเข้ามาจำนวนมากก็จะเกิดปัญหามากขึ้นตามมา ทั้งนี้เครือสหพัฒน์ให้การสนับสนุนอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้บริโภค และคงไม่กระทบกับต้นทุนของบริษัทมากนัก เพราะปัจจุบันจ่ายค่าแรงให้กับแรงงานมีอยู่กว่า 1 แสนคน มากกว่าขั้นต่ำอยู่แล้วและมีการใช้เอไอไปบ้างแล้ว แต่อุตสาหกรรมบางประเภทที่ใช้แรงงานจำนวนมากอาจจะมีปัญหา ซึ่งเครือสหพัฒน์ไม่ว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็พร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
“ถามว่าไตรมาส 2 และไตรมาส 3 รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นหรือไม่ ซึ่งเห็นความตั้งใจของรัฐบาลในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น โดยเฉพาะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนที่ขยัน ใช้ได้และภาษาอังกฤษก็เก่ง เวลาไปต่างประเทศ แต่ต้องดูว่านโยบายเศรษฐกิจที่จะออกมาตรงจุดหรือไม่ ถ้าตรงจุดก็กระตุ้นขึ้นได้เร็ว ถ้าไม่ตรงจุดก็ช้าหน่อย เศรษฐกิจเมืองไทยยังมีความหวัง ถ้ารู้จักเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเป็นโอกาส และถ้าหัวไวนิดหนึ่ง เปลี่ยนไปได้ เป็นโอกาสทั้งนั้น” นายบุณยสิทธิ์กล่าว
นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ในปี 2567 เครือสหพัฒน์จะมีจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 28 ในวันที่ 27-30 มิถุนายน 2567 ซึ่งในงานนี้ จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ 16 ฉบับ ใน 5 กลุ่มธุรกิจ มากสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบด้วย ไบโอเทค บริการ ความรู้ แพลตฟอร์ม และธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
“การที่เราร่วมทุนกับพันธมิตรมากขึ้น เพราะช่วงที่เกิดปัญหาโควิด-19 เป็นเวลา 4 ปีต่างชาติลงทุนน้อย แต่ปัจจุบันโอกาสเปิดแล้ว สหพัฒน์จึงได้ทำการร่วมทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้สหพัฒน์เน้นการผลิตการขาย แต่ในยุคใหม่จะ ขยายไปหลายกลุ่ม และทำให้เราร่วมมือกับต่างประเทศได้มากขึ้น หากเราทำเฉพาะสินค้าตัวเดิม เขาก็จะสามารถไปหาที่อื่นได้ แต่หากเราเพิ่มหลายธุรกิจก็จะทำให้คนมาหาเรามากขึ้น โดยปีนี้มีนักลงทุนจีนมากขึ้น เพราะเพราะตัดสินใจได้เร็วกว่านักลงทุนญี่ปุ่น” นายบุณยสิทธิ์กล่าว


