‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’เปิดสูตร(ไม่)ลับ พา‘เอ็มเค’โตนอกห้าง-บุกต่างประเทศ

31.05.24 | 15:00 น.

‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’เปิดสูตร(ไม่)ลับ
พา‘เอ็มเค’โตนอกห้าง-บุกต่างประเทศ

นับเป็นครั้งแรกที่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK Group ร้านอาหารสุกี้ระดับตำนานกว่า 3 ทศวรรษ ออกบูธในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024

ยังเป็นครั้งแรกที่ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดใจให้สัมภาษณ์ ท่ามกลางวิกฤตและการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารที่ดุเดือด

“ฤทธิ์” กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2567 ประเมินค่อนข้างยาก แต่ถ้าประเมินเศรษฐกิจในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ยังไม่ค่อยดี ถดถอยทั้งอุตสาหกรรม เพราะกำลังซื้อหดตัว เราได้ลูกค้าต่างชาติมาจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พอ โดยประเมินในไตรมาส 2 แล้ว ก็อาจจะใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งในปี 2567 ถ้าเทียบกับปี 2566 แล้ว ยังเป็นเนกาทีฟเล็กๆ แต่ไม่มาก เกิดจากกำลังซื้อของประชาชนหายไป จากภาวะหนี้ครัวเรือน และไม่แน่ใจครึ่งปีหลังจะดีขึ้นหรือไม่ ต้องรอการใช้จ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ จะกระตุ้นได้ขนาดไหน ถ้ามี

“ถามว่านอกจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ท้าทายแล้ว ผมคิดว่าการแข่งขันก็เป็นอีกความท้าทาย เพราะหลังโควิดการแข่งขันมีผู้ประกอบการรายเล็กๆ เข้ามาแข่งขันเยอะมาก เหมือนฝนตกลงมา แล้วเกิดเป็นดอกเห็บ ขึ้นมาก็ไป มีร้านอาหารจีน หมาล่ามาเต็มเลย มาเสร็จแล้วก็ไป ซึ่งเป็นเทรนด์ธุรกิจ แต่สุกี้เราทำมา 40 ปีแล้ว ไม่ใช่เป็นเทรนด์ยังกินได้เรื่อยๆ เหมือนข้าวผัดกระเพราไก่ เพียงแต่ว่าต้องมีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ที่เราทำอยู่ เช่น มีน้ำซุปหลายรสชาติให้เลือก เช่น ต้มยำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับในรสชาติที่เขาชอบและรับในสิ่งใหม่ๆ” ฤทธิ์กล่าว

Advertisement

พร้อมกับมั่นใจว่า เอ็มเคกรุ๊ป ในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก จากการมีธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นมา คือ ธุรกิจขายน้ำจิ้มสูตรต้นตำรับที่นำมาบรรจุใส่ขวด ชูจุดขายไม่ใส่ผงชูรส สี สารกันเสีย เก็บได้นาน 1 ปี หากยังไม่เปิดขวด โดยเริ่มทำตลาดได้ประมาณ 4-5 เดือนแล้ว ผ่านการขายในร้านเอ็มเค ซุปเปอร์มาร์เก็ต และเซเว่น อีเลฟเว่น สามารถสร้างยอดขายได้ 4-5 แสนขวดต่อเดือน ตั้งเป้าในปีนี้จะมียอดขาย 300 ล้านบาท และสเต็ปต่อไปจะส่งออกไปต่างประเทศในปี 2568 ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นดับเบิล และเพิ่มสัดส่วนรายได้ในธุรกิจน้ำจิ้มจากปัจจุบันอยู่ที่ 3% ของพอร์ตรายได้รวม เป็น 5% ของพอร์ตรายได้รวม

“เราคาดหวังในงาน THAIFEX จะได้คู่ค้า เพื่อทำการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ โดยเฉพาะประเทศที่เขารู้จักเอ็มเค เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น การที่ตัดสินใจบุกตลาดน้ำจิ้มสุกี้ เพราะเชื่อมั่นในรสชาติที่เป็นต้นตำรับและความเป็นคลาสสิกที่เราใส่เข้าไป ให้ตอบโจทย์ได้หลากหลาย” ฤทธิ์กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น “ฤทธิ์” ยังบอกว่า มีแผนจะนำร้านอาหารแบรนด์ใหม่ออกสู่ตลาดอีก 3 แบรนด์ จากปัจจุบันมี 3 แบรนด์ ได้แก่ เอ็มเค ยาโยอิ และแหลมเจริญซีฟู้ด มีทั้งที่ซื้อกิจการแบรนด์ที่ติดตลาดแล้วและร่วมกับพาร์ตเนอร์ คาดว่าจะได้เห็นในเดือนตุลาคมนี้ เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าเก่าและคนรุ่นใหม่ เมื่อก่อนเอ็มเคเป็นซิงเกิลแบรนด์ ตอนนี้เราเป็นมัลติแบรนด์แล้ว

สำหรับแผนการลงทุน “ฤทธิ์” กล่าวว่า นอกจากจะทยอยปรับปรุงหน้าร้านเอ็มเค ที่มีอยู่กว่า 400 สาขา ให้ทันสมัย โดยจะใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท ในปี 2567 ยังเตรียมเงินลงทุน 350-400 ล้านบาท สำหรับขยายสาขาในประเทศ โดยจะขยายสาขาเอ็มเคประมาณ 15-20 สาขา แหลมเจริญซีฟู้ด 10 สาขา และยาโยอิ 15 สาขา เป็นการลงทุนเพิ่มจากปัจจุบันที่เอ็มเคมี 450 สาขา แหลมเจริญซีฟู้ด 45 สาขา และยาโยอิ 200 สาขา ขณะที่ตลาดต่างประเทศ นอกจากขยายสาขาเอ็มเคแล้ว ในส่วนของร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ด มีแผนขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ วางเป้าใน 3 ปีนับจากนี้ น่าจะได้เห็น 40-50 สาขา

“ร้านอาหารแหลมเจริญ เป็นซีฟู้ดอาหารไทย เรามี 3 สาขาในมาเลเซีย ปีนี้จะเปิด 5 สาขา รวมเป็น 8 สาขา ซึ่งมีอีกหลายประเทศสนใจ การที่เรานำแหลมเจริญไปขยายต่างประเทศ ง่ายกว่านำเอ็มเคไปขยาย เพราะหม้อไฟในโลกนี้มีเยอะแล้ว ในจีนไม่ต้องเข้าไปเลย แต่ว่าประเทศอื่นๆ ซีฟู้ดแบบไทยๆ ยังไม่มี เลยคิดว่าจะทำตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งในงานนี้เราหาแฟรนไชซี่ นอกจากมาเลเซียมีอีกหลายประเทศที่อยากจะไป เช่น ตะวันออกกลาง อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งปีนี้ยังเป็นช่วงการเจรจา ต้องใช้เวลาเจรจา 1 ปี” ฤทธิ์กล่าว

“ฤทธิ์” ยังเล่าย้อนถึงร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ดว่า ตอนที่ซื้อมา ก่อนช่วงเกิดโควิด มี 25 สาขา พอเกิดโควิดแย่มาก ได้ปิดทิ้งไป 5 สาขา เหลือ 20 สาขา และมาเปิดเพิ่ม 30 สาขา รวมเป็น 50 สาขาในเมืองไทย ส่วนต่างประเทศจะเปิดไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ต้อง เตรียมทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานปลากระพงสำหรับเป็นวัตถุดิบทำเมนูซิกเนเจอร์ของแหลมเจริญซีฟู้ด คือ ปลากระพงแช่น้ำปลา ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท จะเสร็จปี 2568

“ปี 2566 เอ็มเคมีรายได้ 14,000 ล้านบาท โดยหลัก 75-80% เป็นรายได้จากเอ็มเค อีก 20-25% จากยาโยอิและแหลมเจริญซีฟู้ดและในปี 2567 เป็นปีที่เราผ่านพ้นวิกฤตโควิดมาแล้ว คาดว่ารายได้จะเติบโต 10% เป็น 16,000-17,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดในปี 2562” ฤทธิ์ย้ำ

“ฤทธิ์” กล่าวถึงที่มาที่ไปของการออกบูธ ในงาน THAIFEX เป็นครั้งแรกว่า หลังหายหน้าไปในช่วงโควิด เมื่อโควิดคลี่คลายแล้ว คิดว่าอยากให้ลูกค้า ผู้ค้าหรือคนที่เกี่ยวข้องได้รู้ว่ากิจกรรมเอ็มเคมีอะไรบ้าง เลยนำทุกธุรกิจมาออกงาน โดยบูธแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจที่แตกไลน์ออกไปนอกเหนือเครือร้านอาหาร ทั้งในประเทศและพร้อมไปสู่ต่างประเทศ โดยมีไฮไลต์ คือ เปิดรับคู่ค้าขยายแฟรนไชส์แบรนด์ร้านอาหารไทยสู่ต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร สำหรับธุรกิจทุกประเภทล้วนแสดงให้เห็นว่าธุรกิจของเอ็มเคกรุ๊ปในวันนี้ มีมากกว่าแค่เครือร้านอาหารแล้ว

“สมัยก่อน เราเปิดสาขาแรก คนถามว่าจะเปิดกี่ร้อยสาขา เราบอกว่าขอสาขาเดียว แล้วทำให้ดีๆ จู่ๆ ก็เปิดได้ 100 สาขา และมองว่า 1,000 สาขา ก็เป็นไปได้ พอโควิดมาก็หยุดทันที การที่ตั้งความหวังไว้มากๆ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเอง เราอยากทำเยอะๆ อยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งแวดล้อมมันไม่ได้ให้เรา ฉะนั้นเราทำเต็มความสามารถ ศักยภาพของเราไปได้ถึง 1,000 สาขาแน่นอน ณ วันนี้ก็เกือบ 800 สาขาแล้วในทุกแบรนด์ ไม่รวมต่างประเทศ” ฤทธิ์ทิ้งท้าย