ธปท. ชี้ท่องเที่ยวเป็นแรงหนุน สำคัญ หลัง เม.ย. ภาพศก.ฟื้นตัวดีขึ้น
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจและการเงิน ประจำเดือนเมษายน 2567 เศรษฐกิจไทยในภาพรวมปรับดีขึ้นจากเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ตามภาคบริการที่ขยายตัว สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น หลังเทศกาลถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอนสิ้นสุดลง โดยเห็นอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงในเดือนก่อน โดยแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวยังคงเห็นอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงส่งสำคัญ รวมถึงการบริโภคของภาคเอกชน ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยระยะข้างหน้ามีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ อาทิ การเบิกจ่ายของรัฐบาลที่จะกลับมาใช้ได้แล้ว รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่อาจมีมากขึ้นในอนาคต อีกตัวที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของการส่งออกและภาคการผลิต ที่โลกเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น แต่ผลดีกับการส่งออกของไทยจะมากน้อยเท่าเท่าใด ก็ยังเป็นคำถามอยู่

นายสักกะภพกล่าวว่า เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในทุกหมวดหลัก หลังชะลอลงในช่วงก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายหมวดบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามภาคการท่องเที่ยว ด้านหมวดสินค้าไม่คงทนปรับเพิ่มขึ้น ตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับหมวดสินค้าคงทนปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากการส่งมอบรถยนต์ที่สั่งจองในงานจัดแสดงรถยนต์ (มอเตอร์โชว์) แต่ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลในประเด็นเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในประเทศ
นายสักกะภพกล่าวว่า ด้านการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นในหลายหมวดสินค้า สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐยังคงหดตัวจากรายจ่ายของรัฐบาลกลางตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า ส่วนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัวสูงตามการเร่งเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านสาธารณูปโภคเป็นสำคัญ โดยการส่งออกที่กลับมาเป็นบวกไม่ได้สร้างความแปลกใจมากนัก เพราะความจริงภาพใหญ่ไม่ได้มองว่าดีมากนัก เป็นผลจากฐานต่ำ และโครงสร้างบางอุตสาหกรรมที่มีถูกฉุดรั้งการเติบโตด้วย โดยทั้งปี 2567 มองการส่งออกโตประมาณ 2% เท่านั้น ถือว่าไม่ได้สูงออกไปทางระดับกลางถึงต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดรวมด้วย

นายสักกะภพกล่าวว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวกที่ 0.19% จากหมวดอาหารสดตามราคาผักและเนื้อสุกร รวมถึงจากหมวดพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจากผลของมาตรการลดภาษีสรรพสามิตที่สิ้นสุดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวเท่าเดือนก่อน โดยกรอบเงินเฟ้อของแบงก์ชาติ มีชัดเจนทุกปีอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องที่มีการติดตามต่อเนื่อง มีกระบวนการจัดทำร่วมกับกระทรวงการคลัง เป็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจน โดยการปรับตัวต่ำลงของเงินเฟ้อ ต้องบอกว่าแบงก์ชาติพยายามบอกอยู่แล้วว่า เงินเฟ้อคงเห็นติดลบในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจากการแถลงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเดือนเมษายน ก็กลับมาเป็นบวกแล้ว จึงคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบล่างของกรอบเงินเฟ้อ จากทั้งปี 2567 ที่มองไว้ระดับ 0.6%

“การปรับตัวของเงินเฟ้อ จะบอกว่าแบงก์ชาติไม่กังวลก็คงไม่ถูก แต่เราจับตามองใกล้ชิด ซึ่งก็เห็นว่ายังอยู่ในกรอบที่วางไว้อยู่ ส่วนการเติบโตของจีดีพีไทย ไตรมาส 1/2567 ที่ออกมาโต 1.5% จากแบงก์ชาติคาดไว้ว่าจะโตเพียง 1% ซึ่งถือว่าโตได้สูงกว่าคาดไว้ จุดตั้งต้นของปีจึงดีกว่าคาด จากที่ลุ้นว่าตัวเลขไตรมาส 1 จะออกมาอย่างไร ซึ่งต้องรลุ้นพัฒนาการของไตรมาส 2/2567 ต่อ หลังจากตัวเลขหลายตัวเริ่มกลับมาเป็นบวกแล้ว เราอยากเห็นว่าตัวเลขการกลับมาเป็นบวกจะยั่งยืนได้มากน้อยเท่าใด” นายสักกะภพกล่าว
นายสักกะภพกล่าวว่า มาตรการแอลทีวี เพื่อช่วยในด้านอสังหาริมทรัพย์นั้น จากที่หารือกันมาเยอะแล้วนั้น ต้องบอกว่าแอลทีวีไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะการซื้อบ้านหลังแรก ยอมให้กู้ซื้อด้วยมาตรการที่มีความผ่อนคลายมากแล้ว ถือเป็นมาตรการส่งเสริมด้วยซ้ำ หากราคาบ้านไม่เกิน 10 ล้านบาท กู้ได้อยู่ที่ 90% ไม่เกิน ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำมากเทียบกับประเทศอื่น ทำให้ภายใต้ภาวะปัจจุบัน เงื่อนไขมาตรการแอลทีวียังคงเหมาะสมอยู่


