ความเชื่อมั่นประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ต่อรัฐบาล ดิ่งเหว สินค้าอุปโภคปรับตัวสูงขึ้น หนี้สินครัวเรือน พุ่ง ภาคการเกษตรรายได้เดือนละ 6,975 บาทรายได้น้อยมากเทียบกับค่าครองชีพปัจจุบัน เรียกร้องภาครัฐควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค “เผย” โมบายแบงค์กิ้งซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง “วอน” นัการเมืองฝ่ายค้านตรวจสอบการใช้งบ
ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง ในด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือน พ.ค.67 พบว่าปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน เม.ย.
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า ที่ปรับตัวลดลงได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การลดลงของหนี้สิน การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“ปัจจัยลบที่สำคัญ คือ ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยประชาชนส่วนหนึ่งเลือกใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและมีราคาถูก เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้เหมาะสมกับรายได้ ส่งผลทำให้การบริโภคในประเทศชะลอตัว”
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า ประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีกำลังซื้อจำกัด เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชนน้อยกว่าค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ผู้จัดการศูนย์วิจัยฯกล่าวต่อว่า ประชาชนที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ส่วนหนึ่งที่ไม่มีภาระหนี้สิน ยังลดการใช้จ่ายลงเช่นกัน เนื่องจากมองว่าค่าครองชีพในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังมีความไม่แน่นอน จึงเก็บออมเงินไว้ เพื่อใช้จ่ายในยามที่จำเป็น ภาครัฐควรออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
“ปัจจุบันโครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประชากรที่เป็นผู้สูงอายุเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้น ในขณะที่ประชากรที่เป็นวัยแรงงานมีจำนวนน้อยลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรที่เกิดขึ้น ทำให้ภาระในการหารายได้ในครอบครัวไปตกอยู่กับวัยแรงงานที่มีจำนวนน้อยลง ส่งผลต่อรายได้ที่อาจจะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว”
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มุ่งเน้นเกษตรกรรม หากแต่แรงงานในภาคการเกษตรจำนวนมากมีรายได้น้อย โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 6,975 บาทต่อเดือน ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า จากการสัมภาษณ์ประชาชน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการทยอยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของประชาชนในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ประชาชนจึงต้องการให้ภาครัฐควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่จำเป็น กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศให้มากขึ้น ต้องการให้ภาครัฐออกโครงการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน
“ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการภาครัฐที่กำลังดำเนินการ ซึ่งเริ่มมีการเบิกจ่ายโครงการงบประมาณแผ่นดิน ปี’67 เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ประชาชนมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง สุ่มเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่น”
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่านโยบายของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ต้องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และธุรกิจสีเทาที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน ได้ออกมาตรการที่จะให้ทางธนาคารทำการระงับการใช้โมบายแบงกิ้ง สำหรับผู้ที่มีชื่อบัญชีธนาคารไม่ตรงกับชื่อที่จดทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ มาตรการดังกล่าวทำให้ประชาชนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ ผู้สูงวัยที่ไม่สะดวกในการเดินทางได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถเดินทางไปเปลี่ยนชื่อซิมโทรศัพท์มือถือได้
“แก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มธุรกิจสีเทาที่ใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรมทางการเงินนั้น ยังสามารถดำเนินการจ้างผู้ที่เปิดบัญชีม้าไว้ก่อนหน้านี้ ให้เปิดซิมโทรศัพท์มือถือใหม่ เพื่อให้ชื่อในหมายเลขโทรศัพท์มือถือตรงกับชื่อบัญชีม้า ได้จ้างให้ผู้ที่จะมาเปิดบัญชีม้ารายใหม่ให้ทำการเปิดซิมโทรศัพท์มือถือด้วย ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า มาตรการไม่สามารถแก้ปัญหาบัญชีม้าได้ แต่กลับเป็นการสร้างปัญหาและความไม่สะดวกให้กลุ่มเปราะบางที่ใช้โมบายแบงกิ้ง แต่ใช้เบอร์โทรศัพท์ของญาติ”

