หน้าแรก เศรษฐกิจ สมาพันธ์เอสเอ...

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดทางรอดธุรกิจให้ยั่งยืน เสนอ 5 ข้อ กระตุ้นจีดีพีโต 3%

2.06.24 | 11:05 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดทางรอดธุรกิจให้ยั่งยืน เสนอ5ข้อกระตุ้นจีดีพี 3%


เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ต้องการผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2567 ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.5% และตั้งเป้าจะดันให้ถึง 3% นั้น วิธีการหรือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่แค่ภาครัฐเท่านั้น ต้องร่วมมือกันของภาคเอกชนด้วย ในการทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวเต็มศักยภาพช่วยดันเป้าจีดีพีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าจะทำตัวเลขไม่น้อยกว่า 2.5% ภายในปี 2567 นี้

ล่าสุดจีดีพีโตแค่เพียง 1.5% ต่ำที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ ภาครัฐมีการเร่งจ่ายงบปี 2567 ออกมาแล้ว และยังจะมีงบปี 2568 จ่อออกมาอีก รวมทั้งโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นต้น พร้อมกับพิจารณาข้อมูลของสภาพัฒน์ที่แถลงการณ์คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2567 จะขยายตัว 2-3% และเศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจากไตรมาส 4 ปีก่อน ที่ขยายตัว 1.7% ซึ่งต่ำสุดในอาเซียน การลงทุนรวมลดลง 4.2% ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีก่อนที่ลดลง 0.4% การส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ 69,592 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1% การท่องเที่ยวไตรมาสแรก มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 12,127,447 คน คิดเป็น 35.3% จากเป้าหมายทั้งปี 2567 ที่คาดการณ์ระดับ 34.4 ล้านคน ภาคการเกษตร ป่าไม้ ประมง ลดลง 3.5% ต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีก่อนที่ลดลง 0.6% ภาคการค้าส่งและค้าปลีก เพิ่มขึ้น 4.3%

“ขณะที่เอสเอ็มอีมีความต้องการให้ภาครัฐเข้าช่วยดูแลด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการใช้จ่าย การเพิ่มศักยภาพและส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี การลดภาระหนี้สินและการเข้าถึงแหล่งทุนรวมทั้งลดดอกเบี้ย การพัฒนาทักษะแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันเอสเอ็มอีไทยกับธุรกิจข้ามชาติ การเร่งใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และวางแผนงบประมาณภาครัฐปี 2568 แบบมุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานราก เน้นการพัฒนากำลังคนและขยายตลาดรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ” นายแสงชัยกล่าว

Advertisement

นายแสงชัยกล่าวต่อว่า ดังนั้น สมาคมฯและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จึงเสนอข้อคิดเห็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

1.เศรษฐกิจสีขาว คือ สร้างกลไกระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในระบบโดยมีมาตรการสิทธิประโยชน์ สร้างแรงจูงใจแรงงานนอกระบบที่มีราวร้อยละ 50% ของแรงงานทั้งหมดเข้าระบบ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสาขาอาชีพต่างๆ ราว 31% ที่ไม่ได้จดทะเบียนปรับเปลี่ยนเข้าระบบเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการขออนุญาตต่างๆ ที่ต้องไม่มีค่าใช้จ่ายนอกระบบ ซึ่งการมุ่งสร้างธรรมาภิบาล ส่งเสริมระบบตรวจสอบภาคประชาชนเพื่อป้องกันและติดตามเฝ้าระวัง และการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตที่เข้มงวดให้ความยุติธรรม

2.เศรษฐกิจพอเพียง คือ ใช้ความรู้ควบคู่คุณธรรม พอเพียง พอประมาณ มีเหตุผลและภุมิคุ้มกันที่ดี ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม (ESGC) นำไปสู่ความยั่งยืนของเอสเอ็มอี โดยการสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืนที่ต้องดำเนินการร่วมมือทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาคการศึกษาทุกระดับ และกระทรวงการคลังควรร่วมกับ อปท. และราชการในระดับส่วนภูมิภาค สถาบันการเงินพาณิชย์และรัฐ รวมทั้ง บสย. ในการยกระดับทักษะการบริหารการจัดการทางการเงินที่ถูกต้องเหมาะสมกับวิถีชีวิตปัจจุบันควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก้ไขหนี้สร้างความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืนให้กับประชาชนทุกครอบครัว ขณะเดียวกันต้องมีระบบส่งต่อความต้องการพัฒนาทักษะในระดับต่างๆเพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอาจนำนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลเข้ามาส่งเสริมอย่างจริงจัง รวดเร็วเพื่อสร้างรายได้เพิ่มในแต่ละครัวเรือนและเอสเอ็มอี

3.เศรษฐกิจภูมิปัญญา คือ สร้างกลไกเพิ่มศักยภาพ และส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี และแรงงาน เพื่อเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการ ความเป็นผู้ประกอบการและได้รับการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงนวัตกรรม มาตรฐานต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ การขอใบอนุญาตต่างๆที่สะดวกรวดเร็ว รวมทั้งการเพิ่มผลิตภาพและมาตรฐานแรงงานที่ต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงมาตรการต่างๆที่ดีของภาครัฐในการพัฒนากำลังคนตามความต้องการ ซึ่งในแต่ละปีมีกำลังคนวัยแรงงานที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถเฉลี่ย 5 ล้านคนต่อปี การจัดงบประมาณมุ่งเป้าสร้างความตระหนักรู้การเรียนรู้แบบต่อเนื่องตลอดชีวิต ในทุกช่วงวัย

4.เศรษฐกิจลดเหลื่อมล้ำ คือ สร้างกลไกการบริหารจัดการควบคุมต้นทุน ค่าครองชีพ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต ขนส่ง ความเป็นธรรมทางพลังงานน้ำมัน ไฟฟ้า และดอกเบี้ย (ความเสี่ยง) ที่สถาบันการเงินทั้งในและนอกการกำกับ เพื่อความเป็นธรรมให้ประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แรงงานที่ต้องแบกรับภาระเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่รายได้ไม่ฟื้นตัว กำลังซื้อลดลง และหารายได้ไม่ทันรายจ่ายโดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายย่อย และแรงงาน

5.เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ คือ มุ่งขยายตลาดกลุ่ม BRICS ที่มีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ ซาอุดิอาราเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อิยิปต์ เอธิอเปีย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีศักยภาพ และอำนาจการซื้อจากขนาดเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยสามารถส่งเสริมผู้ประกอบการให้เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การพัฒนาแหล่งทุนไม่ นวัตกรรมทางการเงิน การพัฒนานวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา BRICS เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทยที่มีทั้งนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย อินเดียติดอันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนสูงสุด ปัจจุบัน BRICS ยังมีสัดส่วนการค้ากับไทยราวร้อยละ 23% ของการค้าไทยทั้งหมด ขนาดเศรษฐกิจ จีดีพี รวมในกลุ่มนี้สูงถึง 29.53 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนั้น BRICS ยังครอบคลุมประชากรรวมถึงราว 3.5 พันล้านคน หรือราว 45% ของประชากรโลก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก และยังมีสัดส่วนของการผลิตน้ำมันถึง 44 % ของการผลิตน้ำมันป้อนตลาดโลกอีกด้วย หากมองถึงโอกาสผลผลิตทางการเกษตรของไทย สินค้าและบริการของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่จะไปขยายตลาดภาคการส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น และความร่วมมือทางด้านพลังงานที่จะทำให้ต้นทุนต่ำลง และมีเสถียรภาพความมั่นคงพลังงานมากขึ้น การส่งเสริมการลงทุนทั้ง FDI การตกลงความร่วมมือทางการค้า FTA ที่ขยายโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆของไทยที่จะไปเติบโตในกลุ่ม BRICS มากขึ้น รวมทั้งรักษาสมดุลสร้างสัมพันธภาพที่ดีของขั้วมหาอำนาจโลก และให้ไทยเป็นศูนย์กลาง “BRICS – Thai” ที่โดเด่นด้านนวัตกรรมอาหาร สินค้าเกษตรผักผลไม้ GI ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและศิลปวัฒนธรรม การแพทย์มูลค่าเพิ่ม สมุนไพรไทยแปรรูป แฟชั่นสร้างสรรค์ไทย เป็นต้น

“สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คาดหวังจากรัฐบาลในการส่งเสริม สนับสนุน สร้างการมีส่วนร่วมและมีเป้าหมายตัวชี้วัดชัดเจนคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้านและพัฒนากำลังคนที่สมรรถนะสูงทั้งผลิตภาพแรงงานและผู้ประกบการที่มีนวัตกรรม ความสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนธุรกิจแบบคู่ขนาน รัฐต้องวางแผนทั้งระบบสั้น กลาง และยาว อย่างนี้แล้ว ไม่แค่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.5% จะเกิน 3% ไม่อย่างมั่นคง” นายแสงชัยกล่าว