หน้าแรก เศรษฐกิจ พาณิชย์ เปิด ...

พาณิชย์ เปิด 6 โอกาสการค้า-ลงทุนของไทย เมื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม ‘บริกส์’

2.06.24 | 11:49 น.

พาณิชย์ เปิดประโยชน์ 6 โอกาสของไทย เมื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มบริกส์


เมื่อวันที่ 2 มิุนายน กระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่ข้อมูลโอกาสจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มบริกส์ (BRICS) ของไทย ดังนี้ กลุ่ม BRICS เป็นการรวมตัวของประเทศที่กำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ในระยะเริ่มแรก ปี 2549 เป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการของ 4 ประเทศ ได้แก่ บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และจีน (China) ก่อนที่แอฟริกาใต้ (South Africa) จะเข้าร่วมในปี 2553 และเมื่อต้นปี 2567 อียิปต์ เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน ได้รับการตอบรับเข้าร่วมกลุ่มเพิ่มเติม ทำให้ปัจจุบันกลุ่ม BRICS มีสมาชิกรวม 10 ประเทศ ขณะที่มีประเทศต่าง ๆ ต้องการเข้าร่วมกลุ่มมากกว่า 40 ประเทศ

วัตถุประสงค์ของกลุ่ม BRICS คือการสร้างความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเสริมสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง ประเทศสมาชิกมีการจัดการ ประชุมและการทำงานร่วมกันในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน ด้านเศรษฐกิจและการเงิน มีการก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) เพื่อให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาอื่นๆ และด้านการพัฒนา ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก มีการแสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลและลดการพึ่งพาจาก ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเน้นการสร้างความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน

สำหรับการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างหนังสือแสดงความประสงค์ของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา หากได้รับการตอบรับเข้าร่วมกลุ่ม คาดว่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทย ในเชิงโอกาสทางการค้า การลงทุน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในมิติต่างๆ ดังนี้

Advertisement

1.การส่งเสริมการส่งออก ประเทศสมาชิก BRICS มีความต้องการสินค้าที่หลากหลายประเภท เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ ขยายการส่งออกสินค้า เช่น สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป รถยนต์ เครื่องจักร และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยปี 2566 ไทยส่งออกสินค้าไปยังกลุ่ม BRICS มูลค่า 57,211.0 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.1 ของการส่งออกทั้งหมด ขยายตัวร้อยละ 0.4 สวนทางกับการส่งออกในภาพรวมที่ชะลอตัวลงร้อยละ 1.0 โดยมี ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน (สัดส่วนร้อยละ 12) อินเดีย (ร้อยละ 3.6) แอฟริกาใต้ (ร้อยละ 1.2) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ร้อยละ 1.1) และซาอุดีอาระเบีย (ร้อยละ 0.9)

ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าไปยังกลุ่ม BRICS มูลค่า 18,510.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.6 ของการส่งออกทั้งหมด หดตัวร้อยละ 3.0 จากการส่งออกไปตลาดสำคัญอย่างจีนและแอฟริกาใต้ที่ชะลอลง จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติคาดว่าจะช่วยให้การส่งออก ไปยงักลุ่ม BRICS กลับมาขยายตัวและส่งเสริมการส่งออกของไทยในภาพรวมต่อไป

2.การเปิดตลาดใหม่ การเข้าร่วมกลุ่ม BRICS จะช่วยให้ไทยเข้าถึงตลาดของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีขนาดใหญ่เป็น อันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและจำนวนประชากร
โดยในปี 2565 ขนาดเศรษฐกิจของกลุ่ม BRICS คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของขนาดเศรษฐกิจโลก (สัดส่วน ร้อยละ 28.3) ด้วยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งสิ้น 28.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 5.6 มากกว่าอัตรา ขยายตัวของโลกที่ร้อยละ 3.1 สะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ กลุ่ม BRICS ยังมีจำนวนประชากรรวมมากถึง 3,617.6 ล้านคน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก (สัดส่วนร้อยละ 45.5) จากการมีประเทศสมาชิกที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก 2 อันดับแรกอย่างอินเดีย และจีน (สัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 17.8) สะท้อนถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีความต้องการสินค้ามาก ทำให้ ผู้ส่งออกมีโอกาสสูงในการขยายตลาดและส่งออกสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ

3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การร่วมมือกับประเทศ BRICS อาจเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการสนับสนุนทางการเงินและ เทคโนโลยีในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาเครือข่ายคมนาคม การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่ม BRICS เพื่อให้ความสนับสนุน ทางการเงินแก่ประเทศที่ต้องการนำไปใช้ในการพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยในปี 2567 NDB ตั้งเป้าที่จะให้กู้เงินลงทุน ประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจีนและอินเดียจะได้รับการสนับสนุนมากกว่าประเทศอื่นเล็กน้อย

4.การสร้างโอกาสทางการลงทุน นักลงทุนจากประเทศ BRICS อาจเห็นโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย ทั้งในด้านการผลิต การบริการ และการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและสร้างงานให้กับแรงงานภายในประเทศ

โดยจีน เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 จีนเป็นประเทศที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริม จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงที่สุด ด้วยมูลค่า 159,387 ล้านบาท นอกจากนี้ จีนยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ตามข้อมูลชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจประเทศไทยของ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเข้ามาลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง การบำรุงรักษาหลุมขุดเจาะปิโตรเลียมบนชายฝั่ง การรับจ้างผลิต สินค้า และกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)

5.การสนับสนุนการท่องเที่ยว การเป็นสมาชิก BRICS อาจนำไปสู่การลดข้อจำกัดด้านวีซ่า หรือการทำข้อตกลงให้ ประชาชนของประเทศสมาชิกเดินทางระหว่างกันได้ง่ายขึ้น

โดยนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นนักท่องเที่ยวหลักของประเทศ เทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวจีน โดยในปี 2566 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางมาประเทศไทยมากกว่า 1.61 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 5 ของ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย และขยายตัวจากปีก่อนถึงร้อยละ 245.31

6.การเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเป็นสมาชิก BRICS จะเปิดโอกาสให้ไทยเข้าร่วมความร่วมมือทางเศรษฐกจิ กับ ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนร่วมกัน การวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยน เทคโนโลยี รวมถึงการเสริมสร้างบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ไทยมีโอกาสแสดงจุดยืนและมีบทบาท ในการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม BRICS ยังมีความท้าทายที่ต้องพิจารณา เช่น การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานและข้อกำหนดของกลุ่ม การแข่งขันกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ และการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก ดังนั้น การเตรียมตัวและการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับไทยในการสร้างประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วม กลุ่ม BRICS