หน้าแรก เศรษฐกิจ ร้านอาหาร-ภัต...

ร้านอาหาร-ภัตตาคาร หงอยค้าขายเงียบ ชี้หน้าฝน-การเมืองวุ่นๆ ทำคนเบื่อ เมินกิน-ช้อปนอกบ้าน

3.06.24 | 10:48 น.

ร้านอาหาร-ภัตตาคาร หงอยค้าขายเงียบ ชี้หน้าฝน-การเมืองวุ่นๆ ทำคนเบื่อ เมินกิน-ช้อปนอกบ้าน

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ มติชน ว่า จากที่ได้พูดคุยกับสมาชิกร้านอาหารและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ระบุเหมือนกันว่า การค้าและยอดขายหงอยมาก ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมเรื่อยมา โดยประเมินปัจจัยกระทบต่อการใช้จ่ายที่หดตัวลงอย่างรวดเร็วสำหรับธุรกิจร้านอาหาร คือ 1.เข้าหน้าฝน ทำให้คนลดการเดินทางทานอาหารนอกบ้าน หรือลดความถี่ทานนอกบ้าน หันไปซื้อปรุงเองที่ที่พักอาศัย หรือที่ทำงานแทน ซึ่งจะยาวถึงเทศกาลเข้าพรรษา 2.เริ่มเปิดเทอมเรียน ทำให้ค่าใช้จ่ายหลักไปอยู่ที่การศึกษาบุตรหรือหลาน 3.ค่าใช้จ่ายหรือราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย 4.แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยถึง 14 ล้านคนแล้ว โดยเฉพาะชาวจีนที่มีจำนวนมาก แต่การใช้จ่ายยังไม่ลงถึงชุมชนหรือร้านค้าทั่วไป และ 5.ความกังวลเรื่องการเมือง และรอความชัดเจนกรณีนายกฯเศรษฐา หลังศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำร้อง 40 ส.ว.

“สำหรับร้านอาหารที่ทำธุรกิจกันมา 10 ปี 20 ปี ก็จะเตรียมใจแล้วว่าเมื่อเข้าหน้าฝน ยอดขายก็จะลดลง แต่ปีนี้ค่อนข้างตกใจ เพราะยอดขายวูบลงเฉลี่ยทั้งตลาดน่าจะเกือบ 50% จากที่พูดคุยร้านใหญ่เอง ขายอาหารอีสาน เคยขายไก่ย่างอย่างน้อยได้วันละ 2-3 พันตัวต่อวัน เหลือ 1 พันตัวเท่านั้น วงการค่อนข้างวิตกว่าเกิดอะไรขึ้น การเมืองตอนนี้ก็มีผลต่อจิตวิทยาพอควร ทำให้รอดูสถานการณ์ ชะลอใช้จ่าย เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ แผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจหรือนโยบายรัฐจะเปลี่ยนแปลงไปไหม ต้องมีการเปลี่ยนตัวบุคคลไหม ล้วนมีผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ใช้จ่ายทั้งการกินการซื้อของทั้งสิ้น” นางฐนิวรรณกล่าว

นางฐนิวรรณกล่าวต่อว่า สำหรับภาคท่องเที่ยวก็ตั้งข้อสังเกตว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาแยะ แต่เงินสะพัดในประเทศไม่ได้มากขึ้นตาม ซึ่งได้ข้อมูลจากกลุ่มการค้าคนไทยว่า ตอนนี้ทุนจีนเข้ามาบริหารจัดการเอง จากเดิมจะเป็นแบบความร่วมมือคนไทยกับธุรกิจจากจีน เช่น เดิมธุรกิจนำคนจีนมาเที่ยวไทย ก็จะร่วมกับธุรกิจไทยในการจัดหาที่พัก รถเดินทาง จุดแวะร้านอาหาร หรือซื้อของที่ระลึก รวมถึงคัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยว เช่น วัด แต่วันนี้มีกลุ่มคนจีนในไทยรับช่วงจัดการเอง อาจมีส่วนให้เงินจากใช้จ่ายท่องเที่ยวอยู่ในมือคนไทยไม่ได้มากเท่าที่ควร ถือเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต แม้เราจะได้นักท่องเที่ยวสูงแต่รายได้ลงสู่ระบบฐานรากก็ไม่ได้เต็ม 100% เหมือนที่ผ่านมา

นางฐนิวรรณกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นคือ เมื่อธุรกิจมีรายได้ลดลง จะกระทบต่อแผนงานความร่วมมือ หรือแนวคิดจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นใช้จ่าย หรือกิจกรรมเพื่อสังคม ก็จะหายไปด้วย อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมกำลังติดตามสถานการณ์และมีแนวคิดที่จะจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการค้า และเตรียมข้อเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ และออกมาตรการระยะสั้นที่จะเติมเงินเข้าระบบ ซึ่งตอนนี้การเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจถือว่าเป็นประเด็นหลักประกอบการทำธุรกิจการค้าการบริการ

Advertisement

“เมื่อตลาดรวมของธุรกิจหนึ่งหงอยก็จะกระทบต่อถึงธุรกิจต่อเนื่องลดลงตาม ก็ห่วงเมื่อรายได้ธุรกิจลด สินค้าราคายังสูง ผลตอบแทนรายได้ให้แรงงานอาจไม่เท่าเดิม วันนี้เราจ้างแรงงานต่างด้าวเกินเดือนละ 1.2 หมื่นบาท แต่มีสวัสดิการครบ ทั้งกิน 3 มื้อ และมีที่พัก หากจะรับคนใหม่และมีนโยบายขึ้นค่าแรง คนเก่าก็ต้องขยับค่าแรงให้ สวนทางรายได้ที่ธุรกิจทำได้ ในระยะจากนี้ ธุรกิจอาจมีขนาดเล็กลง หรือคนรุ่นต่อไปเลิกกิจการ ดังนั้น การเทเงินเทงบประมาณของภาครัฐต้องเร็วและแรงเพียงพอ จะรอการท่องเที่ยว การลงทุน ก็ต้องใช้เวลา” นางฐนิวรรณกล่าว