นายนเรศ ผึ้งแย้ม ตัวแทนกลุ่มพนักงานการบินไทยจิตอาสาต้านโกง กล่าวภายหลังนัดรวมสมาชิกกว่า 200 คน บริเวณหน้าอาคารศูนย์ปฏิบัติการการบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ว่าวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ได้รวมตัวเพื่อแสดงพลังเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของบริษัท การบินไทย ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะมติลดอายุการใช้งานของเครื่องบินทั้งฝูงของบริษัท การบินไทย เพื่อให้การบินไทยสามารถซื้อเครื่องบินได้อีกสองระยะ จำนวน 75 ลำ คือ ระหว่างปี 2554-2561 จำนวน 37 ลำ วงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท และปี 2561-2565 จำนวน 38 ลำ วงเงินกว่า 240,000 ล้านบาท มีการบรรจุในแผนฟื้นฟูองค์กรปี 2552-2554 เป็นสาเหตุให้มีการวางแผนปลดระวางล่วงหน้าเครื่องบินเกือบ 50 ลำ ก่อนการหมดอายุการใช้งานจริงที่เฉลี่ยอยู่ที่ 25 ปี สำหรับเครื่องโบอิ้ง และ 20 ปี สำหรับเครื่องแอร์บัส นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร บริษัท การบินไทย ที่ร่วมเป็นคณะกรรมการแผนฟื้นฟูบริษัทในช่วงปี 2552-2554 ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อแผนและนโยบายที่ผิดพลาดจนก่อให้เกิดปัญหาการขาดทุนต่อเนื่องและสร้างหนี้สินผูกพันระยะยาว ซึ่งในฝ่ายบริหารชุดนั้น มีประธานคณะกรรมการบริษัทการบินไทยคนปัจจุบัน คือนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน รวมอยู่ด้วย
นายนเรศกล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะหารือกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย และจะส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังหน่วยงายภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาตรวจสอบ ทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบทางบัญชีผลบประกอบการของบริษัทการบินไทย ว่าบัญชีผลประกอบการเกิดจากการแต่งบัญชีและยัดไส้ค่าด้อยสภาพเครื่องบิน ที่ผิดไปจากความเป็นจริงหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบการจัดตั้งบริษัทลูก โดยเฉพาะไทยสมายล์ นกแอร์ และวิงสแปน ว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของบริษัทหรือเพื่อเอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ และให้ สตง.ตรวจสอบทางบัญชีผลประกอบการบริษัทว่าเกิดจากการแต่งบัญชีผิดไปจากความเป็นจริงหรือไม่
“ยืนยันว่าการรวมตัวกันครั้งนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อผู้โดยสารที่มาใช้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อจากนี้จะรอดูท่าทีของฝ่ายบริหารดังที่กล่าวไป และท่าทีของหน่วยงานภาครัฐว่าเป็นอย่างไรก่อน แล้วพนักงานค่อยจะตัดสินใจร่วมกันว่าจะรวมตัวกันอีกครั้งหรือไม่”นายนเรศกล่าว

