‘แพน’ หวนคืนตลาดรองเท้า ชิงกำลังซื้อ ‘นักเรียน-วัยเก๋า’

7.06.24 | 12:47 น.

‘แพน’หวนคืนตลาดรองเท้า
ชิงกำลังซื้อ‘นักเรียน-วัยเก๋า’

เอ่ยชื่อ “รองเท้าแพน” ซึ่งเป็นสินค้าอีกแบรนด์ในเครือสหพัฒน์ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักรองเท้าแบรนด์ดังที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน 47 ปี แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะมีการเว้นช่วงการทำตลาดไปบ้างก็ตาม

ล่าสุด “รองเท้าแพน” ประกาศกำลังจะกลับมาบุกตลาดรองเท้าอีกครั้ง พร้อมกับเตรียมเปิดตัวรองเท้านวัตกรรมใหม่ภายในงานสหกรุ๊ปแฟร์ครั้งที่ 28 ที่จะจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายน 2567 อีกด้วย

สมมาต ขุนเศษฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และรองประธานกรรมการ บริษัท บางกอกแอธเลติก จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้าแพน กล่าวว่า บริษัทไม่ได้ทำตลาดและโฆษณารองเท้าแพนมานานหลายปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตโควิด ตอนนั้นทำให้ยอดขายลดลง แต่ตอนนี้เราพร้อมที่กลับเข้ามาสู่อุตสาหกรรมรองเท้าแล้ว โดยได้วางแผนธุรกิจและการลงทุนไว้ 3-5 ปีนี้ จะทำอะไรบ้าง ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่ปี 2566 เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น โดยจะเดินหน้าไปพร้อมกับการลงทุนขยายกำลังการผลิต แต่ยังไม่เน้นลงทุนมากๆ เพราะคำสั่งซื้อยังไม่กลับมา อันไหนที่ยังไม่พร้อมจะจ้างผลิตไปก่อน หากคำสั่งซื้อมีเข้ามาเร็วจะขยายมากขึ้น

“ได้เริ่มทำให้คนรู้จักรองเท้าแพนมากขึ้นแล้ว ถือเป็นก้าวใหม่ของเรา หลังจากที่เราหยุดทำให้คนรู้จักไปหลายปี ไม่ได้มีการโฆษณามาเป็น 10 ปี ตอนนี้เริ่มมาทำให้คนรู้จักใหม่ ทั้งการดีไซน์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกกลุ่ม ใช้วัสดุเป็นชีวภาพมากขึ้น เพื่อลดโลกร้อน รวมถึงรับจ้างผลิตให้กับรองเท้าแบรนด์เล็กๆ ด้วย จากเดิมรับเฉพาะแบรนด์ใหญ่ๆ” สมมาตเปิดวิชั่น

Advertisement

“สมมาต” ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันได้เริ่มขยายประเภทธุรกิจของรองเท้าแพนแต่ละชนิดมากขึ้น จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเน้นเฉพาะสปอร์ต เช่น ฟุตบอล ฟุตซอล เป็นต้น ตอนนี้เราทำทุกรูปแบบ ทั้งรองเท้าไลฟ์สไตล์ รองเท้านักเรียน รองเท้าสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งจะวางขายไม่เกิน 2 เดือนนี้ ราคาคู่ละ 1,000 กว่าบาท

“เราจะเริ่มปัดฝุ่นรองเท้านักเรียนใหม่ ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อจะนำวางจำหน่ายในปีการศึกษา 2568 เป็นการฟื้นตลาดในรอบเกือบ 10 ปี หลังจากที่ผ่านมา เราขายน้อยลงและหยุดผลิตด้วย อย่างพีเอสจูเนียร์ รองเท้านักเรียนผู้หญิง ก็หยุดขายไปหลายปี ขายเฉพาะของที่เคยทำเดิม เรากำลังเริ่มดีเวลลอปใหม่ ทั้งรองเท้านักเรียนหญิงและชาย เพื่อจะกลับมาฟื้นตลาดใหม่ เริ่มทำดีไซน์แล้ว วางแผนจะเริ่มขายปลายปีนี้ รับเปิดเทอมใหญ่ปีหน้า” สมมาตกล่าว

“สมมาต” ตั้งเป้าจากแผนงานต่างๆ ที่เดินหน้าจะทำให้รายได้ของปี 2567 เติบโตขึ้นอย่างน้อย 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีรายได้อยู่ที่กว่า 400 ล้านบาท ซึ่งรายได้เริ่มกลับมาดีขึ้นประมาณ 2 ปี จากเมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้ายอดขายเหลือประมาณ 200 ล้านบาท

เมื่อถามว่าทางเจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ มีโจทย์อะไรให้สำหรับการเดินหน้าธุรกิจหรือไม่ “สมมาต” กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งเป้า แต่ในแง่ของธุรกิจเจ้าสัวสอนอยู่เสมอว่า ต้องทำให้โตทั้งยอดขายและกำไร ซึ่งบริษัทที่ขายรองเท้าแพนใน 2 ปีที่ผ่านมามีกำไร ส่วนแพนเอเซียฟุตแวร์ที่เป็นโรงงาน เรากำไรอยู่แล้ว

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่สูง รวมถึงมีสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดจำนวนมาก “สมมาต” เชื่อในฝีมือของแบรนด์ เพราะทำตลาดในประเทศไทยมานานตั้งแต่ปี 2520 สินค้าเราเป็นแบรนด์ของคนไทยมานานถึง 47 ปี ฉะนั้นแพนจึงอยู่คู่คนไทยมานานวัน คนส่วนใหญ่ พ่อแม่จะรู้จักแพน ทำให้รุ่นลูก รุ่นหลานรู้จักด้วย และเราเริ่มทำให้คนรู้จักโฆษณาผ่านทางช่องทางต่างๆ มากขึ้น แป๊บเดียวคนจะฟื้นมาได้ ยอดขายก็เริ่มปรับขึ้น ขณะที่ราคาเรายังถูกกว่าคู่แข่ง

“อย่างรองเท้านวัตกรรม Eco Friendly Corn Shoes ที่นำวัสดุทดแทนจากข้าวโพดมาใช้แทนหนังสัตว์ ที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ทนทาน สวยงาม และให้ความรู้สึกเหมือนใช้หนังสัตว์แท้ สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าหนังเทียม จะเปิดขายครั้งแรกงานสหกรุ๊ปแฟร์ เราขายเพียงคู่ละ 2,300 บาทเท่านั้น” สมมาตกล่าว

ถึงรองเท้าแพนจะเป็นแบรนด์ของคนไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมา “สมมาต” เล่าว่า แพนได้เข้าทำตลาดต่างประเทศบ้างในกลุ่มของอาเซียนในบางประเทศ อย่างเช่น เมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม ปัจจุบันยอดขายดีทุกตลาด ยกเว้นตลาดในประเทศเมียนมา หลังมีเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ ก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้ว

“ตลาดใหญ่เราอยู่ที่ประเทศไทย โรงงานผลิตอยู่ศรีราชา ปัจจุบันมีสัดส่วนการขายในประเทศ 80% ส่งออก 20% มีแผนจะขยายตลาดเพิ่ม เพราะคิดว่าในอาเซียนเราต้องโตได้อีกหลายประเทศ ที่ยังไม่ได้ไปทำตลาด เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์” สมมาตกล่าว

ในยุคที่กำลังซื้ออ่อนแอ คนระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังซึมลึกนั้น “สมมาต” มองว่า สำหรับภาพรวมของตลาดรองเท้า จริงๆ คนไทยซื้อรองเท้าเฉลี่ย 2.5 คู่ต่อคนต่อปี ขณะที่ยุโรปประมาณ 5 คู่ต่อคนต่อปี ส่วนอเมริกาเกือบ 7 คู่ต่อคนต่อปี

“ถามว่า 2.5 คู่ กำลังซื้อคนยังมีอยู่ไหม ประเทศไทยกำลังซื้อหดตัวก็จริง แต่ถามว่ากลุ่มไหนหด เราออกสินค้ามาราคา 2,000 กว่าบาท และผลิตสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น จากสถิติตลาดส่วนใหญ่คนซื้อเป็นผู้หญิง แต่คนใส่คือผู้ชาย แต่ของแพนส่วนใหญ่ผู้ชายซื้อมากกว่าผู้หญิงในช่วงที่ผ่านมา เพราะเราทำตลาดรองเท้าสปอร์ตเยอะ ต่อเราจะมีรองเท้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม” สมมาตกล่าวย้ำ

กับประเด็นร้อนปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศปลายปีนี้ “สมมาต” ยอมรับ ส่งผลต่อธุรกิจแน่นอน ซึ่งไม่ได้เตรียมรับมือ แต่เตรียมใจไว้ เมื่อไรที่มีนโยบายหาเสียงโดยวิธีนี้ ซึ่งมีผลกระทบหมด สำหรับภาคธุรกิจ หากกระทบหมายความว่าจะกระทบประชาชนทั้งประเทศด้วย เพราะส่งผลต่อราคาสินค้า จากต้นทุนการผลิตทุกอย่างที่จะขยับขึ้นหมด ซึ่งกว่าจะเป็นรองเท้า 1 คู่ มีวัตถุดิบกี่อย่าง และมาจากซัพพลายเออร์รายเล็ก รายน้อยเยอะมาก แต่ละรายมีลูกน้องอีกกี่คน เพิ่มค่าแรงจาก 300 กว่าบาท เป็น 400 บาท กระทบต้นทุนแน่นอน

“แต่ผมคิดว่า ถึงค่าแรงขึ้น คงไม่ใช่ เราขึ้นราคาเลย คงต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ทำให้ผู้บริโภคกระทบน้อยที่สุด ด้วยการทำให้ต้นทุนทางอื่นต่ำลง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาคนของเราให้เก่งขึ้น เพิ่มชั่วโมงทำให้มากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นการช่วยได้ในระดับหนึ่ง” สมมาตทิ้งท้าย