นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอที่ประชุมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาผลการศึกษาโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขของการยกร่างกฎหมายการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)พิจารณาแล้ว
“กระทรวงฯเห็นด้วยในหลักการว่า ไทยควรมีมาตรการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และส่งเสริมธุรกิจรายย่อย โดยต้องไม่กระทบต่อผู้ค้าส่งค้าปลีกรายใหม่ และต้องปรับปรุงร่างกฎหมายค้าปลีกใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน”
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ ในฐานะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ กล่าวว่า การมีกฎหมายประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เช่น มีการกำหนดประเภทธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ที่ต้องมาขออนุญาต หรือขยายสาขา โดยมีหลักเกณฑ์หลัก เช่น กำหนดพื้นที่ตั้งที่เหมาะสม กำหนดให้สาขาของร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่แยกเป็นนิติบุคคลที่ชัดเจนและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเสียภาษี รวมถึงบังคับใช้กฏหมายแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและมีอำนาจเหนือตลาดมากกว่ารายย่อย และผลักดันการใช้กฏหมายแฟรนไชส์ด้วย
“ในช่วงที่ยังไม่มีร่างกฏหมายค้าปลีกออกมาบังคับใช้ ก็ควรปรับแก้กฏหมายควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และนำมาใช้ก่อนในประเด็นเกี่ยวกับ การใช้ดุลพินิจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ตั้งหรือขยายสาขา ควบคู่กับปรับแก้ประมวลกฏหมายรัษฎากรในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มีการแยกเสียภาษีเป็นรายสาขาในแต่ละพื้นที่ จากปัจจุบันกำหนดให้เสียภาษีรวมที่ส่วนกลางได้ ซึ่งดีต่อรัฐในการจัดภาษีเพิ่มขึ้นและเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านโชห่วยทั่วไป ”
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ได้มีความพยายามยกร่างกฎหมายค้าปลีกมาถึง 4 ครั้ง นับจากปี 2544 แต่ก็ไม่สำเร็จ แต่ปัจจุบันพบว่าพฤติกรรมการขยายสาขาของค้าปลีกสมัยใหม่ จะใช้การลดขนาดลงเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด จนทำให้มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นและกระทบต่อร้านค้าย่อยตามชุนชน
ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกทุกชนิด มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.69 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12.87% ของมูลค่าจีดีพี มีการจ้างงาน 6.6 ล้านคน โดยช่วง 15 ปี นับจากปี 2544-57 ค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่มีสาขาเพิ่มขึ้นจาก 2,589 สาขา เป็น 16,629 สาขา หรือขยายตัวเฉลี่ยปีละ 26% หรือจากมูลค่า 0.21 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 1.03 ล้านล้านบาท

