หน้าแรก เศรษฐกิจ ปัดฝุ่นยกร่าง...

ปัดฝุ่นยกร่างกม.ค้าปลีกรอบ 5 หวังลดผลกระทบโชห่วยปิดตัว พณ.ชงครม.ภายในก.พ.นี้  

12.02.17 | 19:30 น.

นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอที่ประชุมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาผลการศึกษาโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขของการยกร่างกฎหมายการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)พิจารณาแล้ว

“กระทรวงฯเห็นด้วยในหลักการว่า ไทยควรมีมาตรการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และส่งเสริมธุรกิจรายย่อย  โดยต้องไม่กระทบต่อผู้ค้าส่งค้าปลีกรายใหม่ และต้องปรับปรุงร่างกฎหมายค้าปลีกใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน”


นายสันติชัย  สารถวัลย์แพศย์  ในฐานะอนุกรรมาธิการพาณิชย์  กล่าวว่า การมีกฎหมายประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เช่น มีการกำหนดประเภทธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ที่ต้องมาขออนุญาต หรือขยายสาขา โดยมีหลักเกณฑ์หลัก เช่น กำหนดพื้นที่ตั้งที่เหมาะสม   กำหนดให้สาขาของร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่แยกเป็นนิติบุคคลที่ชัดเจนและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเสียภาษี รวมถึงบังคับใช้กฏหมายแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและมีอำนาจเหนือตลาดมากกว่ารายย่อย และผลักดันการใช้กฏหมายแฟรนไชส์ด้วย

“ในช่วงที่ยังไม่มีร่างกฏหมายค้าปลีกออกมาบังคับใช้  ก็ควรปรับแก้กฏหมายควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และนำมาใช้ก่อนในประเด็นเกี่ยวกับ การใช้ดุลพินิจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ตั้งหรือขยายสาขา ควบคู่กับปรับแก้ประมวลกฏหมายรัษฎากรในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มีการแยกเสียภาษีเป็นรายสาขาในแต่ละพื้นที่ จากปัจจุบันกำหนดให้เสียภาษีรวมที่ส่วนกลางได้ ซึ่งดีต่อรัฐในการจัดภาษีเพิ่มขึ้นและเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านโชห่วยทั่วไป ”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ได้มีความพยายามยกร่างกฎหมายค้าปลีกมาถึง 4 ครั้ง นับจากปี 2544 แต่ก็ไม่สำเร็จ แต่ปัจจุบันพบว่าพฤติกรรมการขยายสาขาของค้าปลีกสมัยใหม่ จะใช้การลดขนาดลงเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด จนทำให้มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นและกระทบต่อร้านค้าย่อยตามชุนชน

Advertisement

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกทุกชนิด มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.69 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12.87% ของมูลค่าจีดีพี มีการจ้างงาน 6.6 ล้านคน  โดยช่วง 15 ปี นับจากปี 2544-57 ค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่มีสาขาเพิ่มขึ้นจาก 2,589 สาขา เป็น 16,629 สาขา หรือขยายตัวเฉลี่ยปีละ 26% หรือจากมูลค่า 0.21 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 1.03 ล้านล้านบาท