แสนสิริดัน ‘ลิฟ-24’ ปักธงผู้นำ ธุรกิจป้องภัย เดินหน้าโกยรายได้ 300 ล้าน
ธุรกิจ ซีเคียวริตี้ เทคโนโลยี โซลูชั่น คึกคักอีกขั้น เมื่อ บริษัท แสนสิริ จํากัด (มหาชน) ชูไฮไลต์แผนธุรกิจใหม่ ออกแรงดัน บริษัท LIV-24 จำกัด หวังผงาดผู้นำด้านซีเคียวริตี้ เทคโนโลยี โซลูชั่น
จากอดีตเคยเป็นหนึ่งในแผนกของบริษัทในเครือบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้จำกัด ปัจจุบันถูกยกให้เป็นนิวเอสเคิร์ฟที่ทำรายได้อย่างคาดไม่ถึง!!
โดยมีผู้บริหารสาวแกร่งรุ่นใหม่ไฟแรง “น.ส.นิรมล ดิเรกมหามงคล” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย LIV-24 Living Technology หรือบริษัท ลิฟ-24 จำกัด ดีกรีสาวไฟแนนซ์ที่ผันตัวมาจับธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนต์ โดยตั้งโจทย์ความท้าทายเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจโตกระโดดแตะ 300 ล้านบาท
คุณนิรมลชวนทำความรู้จักกับลิฟ-24 ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากการทำงานของนักพัฒนา (เดเวอร์ลอปเปอร์) ของแสนสิริที่มีประสบการณ์ยาวนาน และบริษัทลูกของแสนสิริที่ทำหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่ที่เป็นคอนโดมิเนียม และปลูกบ้าน รวมถึงอาคารพาณิชย์มากกว่า 30 ปี คือบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด การทำงานในเรื่องของการบริหารพื้นที่ แน่นอนว่าจะต้องประสบปัญหาในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเกิดจากคน การทำงานที่ต้องติดต่อกับลูกบ้าน ติดต่อกับผู้ใช้บริการ รวมถึงตัวระบบเองที่บางครั้งอาจจะทำงานไม่สอดคล้องกันจนทำให้เกิดประสบการณ์ ที่ไม่ดีสำหรับบุคคลที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้น
ดังนั้น ลิฟ-24 ถูกแต่งตั้งมาเพื่อแก้ไขจุดเปราะบางที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเรื่องของการบริหารพื้นที่ก็ยังต้องทำงานร่วมกับคน ซึ่งบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และแสนสิริก็มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำความเข้าใจว่าบุคคลที่อยู่ในพื้นที่จะมีความต้องการอะไร และเป็นโจทย์ที่ต้องตีให้ออกว่าจะทำอย่างไรที่จะมอบความสะดวกสบาย รวมถึงสนับสนุนให้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการให้ดียิ่งขึ้น

กระนั้นแล้ว แม้ลิฟ-24 จะเป็นบริษัทน้องใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2562 แต่ในปีที่จัดตั้งบริษัทก็ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2562 (เนชันแนล อินโนเวชั่น อวอร์ด) ด้านการออกแบบบริการ (เซอร์วิสดีไซน์) จากเวทีนวัตกรรมแห่งชาติปี 2562 และปี 2567 ได้รับรางวัลไทยแลนด์ ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น อวอร์ด 2567 ให้เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
“จากรางวัลที่ได้รับถือเป็นการรับรองและยืนยันได้ว่าเทคโนโลยีที่ลิฟ-24 ได้นำมาใช้สามารถสร้างคุณค่าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ คุณค่าด้านธุรกิจ และคุณค่าด้านการมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้บริการ” คุณนิรมลกล่าว
คุณนิรมลได้เล่าถึงการทำงานของลิฟ-24 มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เพิ่มศักยภาพ เสริมมูลค่า และเป็นจุดขายให้กับผู้ประกอบการทุกประเภท ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ โครงการที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์ดูแลสุขภาพ ศูนย์บริการสาขา และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
สำหรับการทำงานนั้นมีการพัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่องใน 2 ส่วนหลักคือ 1.ด้านซีเคียวริตี้ เทค (Security Tech) ด้วยความอัจฉริยะของระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซีซีทีวี อะนาไลติกส์ (AI CCTV Analytics) ที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 5 ปี จนเอไอถูกพัฒนาให้เรียนรู้จากเคสและเพิ่มศักยภาพความฉลาดมากขึ้น โดยที่ผ่านมาสามารถตรวจจับความผิดปกติ (อินซิเดนท์ ดีเทกชั่น) มากถึง 500,000 ครั้ง
และลิฟ-24 ช่วยป้องกันการเกิดเหตุจากการทำงานผิดปกติของระบบวิศวกรรมในอาคารมากกว่า 100,000 ครั้ง อาทิ ไฟฟ้าลัดวงจรจนเกิดเหตุลุกลามเป็นไฟไหม้ ลิฟต์ค้าง ตรวจจับระบบวิศวกรรมอาคารผิดปกติ รวมถึงป้องกันความปลอดภัยจากสัตว์มีพิษเข้ามาในโครงการ การบุกรุกจากบุคคลต้องสงสัย และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่เสี่ยง ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการดูแลความปลอดภัย

ล่าสุดได้ทำการอัพเกรดระบบวิซิทเทอร์ แมเนจเมนต์ ซิสเต็ม (VMS) ที่ใช้ในการตรวจสอบยานพาหนะที่เข้ามาในพื้นที่โครงการ โดยมีระบบอ่านป้ายทะเบียน (ไลเซนส์ เพลท เรคคิกนิชั่น) ที่นำเอไอเข้ามาใช้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านอุปกรณ์ในการสแกนเข้าออกได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบเดิมอย่างระบบคีย์การ์ด, อาร์เอฟไอดี (RFID) ทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (เอฟเฟ็กต์ ทีฟ อินเวสเมนต์) รวมถึงเปิดช่องทางการลงทะเบียนเข้าโครงการล่วงหน้า อี-แสตมป์ (E-Stamp) และชำระค่าที่จอดรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
2.ด้านบิวดิ้ง ออโตเมชั่น ซิสเต็ม (BAS) มีการพัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์การใช้อาคารสูง จากการศึกษาข้อมูลของพลัสฯพบว่ามีอาคารในประเทศไทยที่ทำการติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (ไฟร์อลามซิสเต็ม) ตามกฎหมาย พบว่าอาคารส่วนใหญ่ทำการติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ระบบคอนเวนชั่นแนลซิสเต็ม ที่มีการแจ้งเตือนแต่ไม่สามารถระบุจุดเกิดเหตุได้ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุด ใช้เวลาในการค้นหาจุดเกิดเหตุจริงและประสานงานระงับเหตุ
รองลงมาเป็นระบบแอดเดรสซิเบลซิสเต็ม ที่สามารถระบุจุดเกิดเหตุได้แต่ยังต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุดตลอดเวลา เพื่อประสานงานระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที และมีอาคารเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบไวเลสซิสเต็มที่สามารถมอนิเตอร์เหตุได้แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยสามารถเชื่อมต่อการทำงานเข้าศูนย์คอมมาน เซ็นเตอร์ ทำให้รับรู้เหตุการณ์และแจ้งระงับเหตุเพลิงไหม้ได้รวดเร็วมากที่สุด ทำให้ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ลิฟ-24 เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะเห็นโอกาสของตลาดในการดูระบบต่างๆ ภายในอาคารแบบเซ็นเตอร์ไรท์ มอนิเตอร์ริ่ง จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด IoT Edge Series ที่วิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายไอโอที (IoT) ของลิฟ-24 ซึ่งจะมาแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ โดย IoT เข้ามาดูแลและบริหารจัดการระบบต่างๆ เช่น ไฟร์อลาม และบิวดิ้ง แมเนจเมนต์ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายของตัวอุปกรณ์ ลดขนาดและพื้นที่ในการติดตั้ง
รวมไปถึงลดระยะเวลาในการติดตั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาของระบบด้วยการทำงานระยะไกล ลิฟ-24 นำเสนอโซลูชั่นครบวงจรเพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันเหตุอัคคีภัย แนะนำวิธีการเตรียมตัวให้พร้อมในการป้องกันเหตุอัคคีภัยภายในโรงงาน

โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลักดังนี้ 1.การวางระบบป้องกันอัคคีภัย ลิฟ-24 ที่มีโซลูชั่นครบวงจรในการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วย เอไอ ซีซีทีวี อะนาไลติกส์ (AI CCTV Analytics) ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ ตรวจจับความผิดปกติ ด้วยการสั่งสมประสบการณ์จากโครงการที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริหารมากกว่า 400 โครงการ มากกว่า 5 ปี รวมกว่า 500,000 เคส จนเอไอถูกพัฒนาให้เรียนรู้จากเคส เพิ่มศักยภาพความฉลาดมากขึ้น ตรวจจับตั้งแต่ควัน ประกายไฟ
ตลอดจนบุคคลต้องสงสัย โดยมีการใช้ไฟร์ โปรเทกชั่น ซิสเต็ม (Fire Protection System) ตรวจจับสัญญาณอัคคีภัยได้อย่างรวดเร็วและแจ้งเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ให้กับผู้ใช้งานเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทำให้ระบุจุดเกิดเหตุได้แม่นยำ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติจะทำงานควบคุมเพลิงไหม้ในเบื้องต้นเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินอันมีค่า โดยจะมีทีมสนับสนุนจากศูนย์ลิฟ-24 คอมมาน เซ็นเตอร์ ผ่านการมอนิเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถรับรู้เหตุที่เกิดขึ้น ตรวจสอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ภายใน 3 นาที
2.การจัดการความเสี่ยง ลิฟ-24 มีควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ต่างๆ ในโรงงานด้วยวิซิทเทอร์ แมเนจเมนต์ ซิสเต็ม (Visitor Management System) และแอคเซส คอนโทรล (Access Control) ช่วยป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่อันตราย และมีเรียลไทม์การ์ดทัวร์ (Real-Time Guard Tour) ที่คอยมอนิเตอร์รอบการเดินตรวจโครงการของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
เพราะนอกจากระบบป้องกันอัคคีภัยแล้ว การดูแลป้องกันก็เป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัย รวมทั้งโรงงานควรมีระบบตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักรกล อุปกรณ์ไฟฟ้า และสารเคมีอย่างสม่ำเสมอ พนักงานควรได้รับการอบรมให้เข้าใจวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย สวมใส่ชุดป้องกันอันตรายและปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
3.การเตรียมพร้อมรับมือ นอกจากนี้ การจัดทำแผนฉุกเฉิน ซ้อมหนีไฟสำหรับเตรียมการการอพยพและระงับเหตุ มีการกำหนดจุดรวมพลกำหนดบทบาทหน้าที่ของพนักงาน เป็นอีกมาตรการที่สำคัญ โดยทางลิฟ-24 จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางมอนิเตอร์การทำงานแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง คอยประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เช่น หน่วยดับเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายนอก เพื่อให้ได้รับการติดต่อและแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างฉับไวขึ้น

เพราะทุกความปลอดภัยภายในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย การบุกรุกจากคนภายนอก หรือการป้องกันการทำผิดกฎระเบียบของโรงงาน ล้วนเป็นภัยร้ายแรงที่ไม่สามารถป้องกันได้ การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่การวางระบบป้องกันอัคคีภัย การจัดการความเสี่ยง การเตรียมพร้อมรับมือ โดยอาศัยทั้งกฎหมาย เทคโนโลยีล้ำสมัย และการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ
“ตั้งแต่จัดตั้งลิฟ-24 ได้พัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการใช้งานร่วมกับคนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานของพนักงานที่ประจำจุดอยู่บริเวณโครงการของแสนสิริสามารถแก้ปัญหากรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะกว่า 500,000 ครั้ง และ 120 โปรเจ็กต์ของแสนสิริ ยังไม่มีเลยแม้กระทั่งเคสเดียวที่เกิดเหตุลุกลามไปจนถึงเกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของลูกบ้าน” คุณนิรมลกล่าวย้ำ
คุณนิรมลกล่าวอีกว่า งานของลิฟ-24 ณ ตอนนี้ได้ทำงานในโครงการของแสนสิริมาประมาณ 2 ปี ถึงจุดหนึ่งที่ลิฟ-24 พิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างคุณค่า ปกป้องได้จริง ลดค่าใช้จ่ายได้จริง เช่น การลดจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัย ขณะที่อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพดีขึ้นแต่ราคาต่ำลง หากย้อนไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว การใช้บริการกล้องซีซีทีวี 1 ตัว ราคาประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบันเหลือราคาอยู่ที่ 6,000-7,000 บาท
นอกจากนี้ ได้มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้บริการได้จริง ดังนั้น ลิฟ-24 จึงก้าวออกจากภายใต้การดูแลของแสนสิริแล้ว และพร้อมนำเสนอโซลูชั่นของลิฟ-24 ให้กับลูกค้าผู้อยู่อาศัยและธุรกิจเชิงพาณิชย์เซ็กเมนต์อื่นๆ ภายใต้การส่งมอบบริการด้านความปลอดภัย หรือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการในธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น
ขณะนี้ลิฟ-24 ได้ทำธุรกิจกับลูกค้ารายอื่นนอกจากโครงการในแสนสิริ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% และได้ดำเนินการติดตั้งระบบความปลอดภัยให้กับ The MET BANGKOK โตโยต้าขอนแก่น The Standard MEKA RAMINTRA บริษัท วี.ที. การ์เม้นท์ จำกัด โรงเรียนสาธิตพัฒนา เป็นต้น
จากที่ลิฟ-24 เข้าไปนำเสนองานในหลายอุตสาหกรรม โจทย์ของโรงงานจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกับบ้าน เนื่องจากหากเป็นบ้านจะกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัย กลัวมิจฉาชีพจะบุกเข้ามาภายในบ้าน ขณะที่โรงงานไม่ได้มีความกังวลในเรื่องของมิจฉาชีพจะเข้ามาขโมยของในโรงงาน เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ภายในโรงงานมีขนาดใหญ่
แต่สิ่งที่โรงงานเป็นกังวลคือเศษอุปกรณ์ในการดำเนินงานอาจจะกระเด็นออกจากบริเวณพื้นที่โดยรอบโรงงาน ที่อาจจะสร้างความเดือดร้อน หรือกรณีที่เศษเหล็กมีมูลค่าจะเกิดการขโมยเพื่อนำไปขายต่อเกิดขึ้น รวมถึงสิ่งที่กังวลหนักกว่าคือปัญหาไฟไหม้ และไฟฟ้าลัดวงจรที่สร้างความเสียหายสูง
“ลิฟ-24 ดำเนินการนำเสนอขายโซลูชั่นให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เล็งเห็นการเติบโตที่ทำให้ธุรกิจก้าวกระโดดมากยิ่งขึ้น สำหรับรายได้ปี 2566 ลิฟ-24 มีรายได้อยู่ที่ 56 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2565 อยู่ที่ 30 ล้านบาท เติบโตถึง 2 เท่า จากทิศทางการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องได้ตั้งเป้ารายได้ปี 2567 จะอยู่ที่ 180 ล้านบาท คิดเป็น 40% หรือจะเติบโต 2 เท่า อีกทั้งในปี 2568 ตั้งใจจะให้รายได้ธุรกิจแตะถึง 300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50%” คุณนิรมลระบุ
ปี 2566 ลิฟ-24 ถือเป็นหนึ่งแผนกของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด แต่ปี 2567 ลิฟ-24 ได้แยกตัวออกมาเป็นบริษัท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 จากที่ผู้บริหารของทั้งแสนสิริและพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ลงความเห็นว่าลิฟ-24 จากการมาเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (นิวเอสเคิร์ฟ) จากผลของการเติบโตด้วยอัตรากำไรที่สูงมาก เพื่อให้เกิดความคล่องตัว การทำงานอย่างมีอิสระ และสามารถเสนอสิ่งต่างๆ ให้กับลูกค้า รวมถึงพนักงานที่มีความต้องการร่วมงานกับบริษัทได้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น
“จะบอกว่าลิฟ-24 มีการทำงานคล้ายกับสตาร์ตอัพที่เน้นในเรื่องของความเร็วและเน้นในเรื่องของความคล่องตัว แต่ว่าไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการหาเงินทุน และไม่ได้สร้างชื่อเสียงใหม่ ซึ่งสามารถคุยรายละเอียดกับลูกค้าได้ทันที และลูกค้าสามารถมั่นใจได้ เพราะลิฟ-24 ไม่ใช่บริษัทเกิดใหม่และไม่โนบอดี้ หรือโนเนม” คุณนิรมลกล่าว
คุณนิรมลกล่าวถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มธุรกิจซึ่งลิฟ-24 เป็นธุรกิจที่เข้าใจยากที่ต้องมีการอธิบายระบบการทำงานของธุรกิจต่อลูกค้าให้เข้าใจตรงกัน เมื่อได้เข้ารับตำแหน่งมาบริหารลิฟ-24 จึงเป็นโจทย์ยากมากๆ ที่จะสื่อสารธุรกิจที่ทำงานได้ดีมากๆ นั้นให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไร ให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างไร ให้ลูกค้าของลูกค้าเข้าใจได้อย่างไรว่าคุณกำลังได้รับการปกป้อง (โพรเทก)
สำหรับการดำเนินงานก็มีการดีไซน์ในเรื่องของการให้ความรู้ เมื่อมีการเสนอโซลูชั่นให้กับลูกค้าก็จะมีการนำกรณีจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงนำมาอธิบายให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการสื่อสารต่อลูกค้าถึงระบบการทำงาน โดยจะส่งเป็นรีพอร์ต หรือรายงานที่ลิฟ-24 ส่งข้อมูลให้กับโครงการต่างๆ ในทุกเดือน เช่น เดือนนี้ได้โพรเทกเหตุการณ์เกิดขึ้นกี่ครั้ง และมีเหตุการณ์อะไรที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง รวมถึงผู้ใช้บริการสามารถออกแบบการทำงานในพื้นที่ที่ตรวจเจอเหตุได้อย่างไร เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้ออกอีเวนต์เพื่อเผยแพร่การรับรู้และให้ความรู้แก่ประชาชนในรูปแบบต่างๆ ให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น สร้างบูธโดยนำเสนอผ่านการเล่นเกม ทำให้ผู้เข้าร่วมมีประสบการณ์ถึงการตรวจจับพลังงานผ่านเอไอ สามารถทำได้อย่างแม่นยำและสร้างความสะดวกสบายอย่างไร โดยให้ผู้เข้าร่วมเล่นเกมแข่งขันกับเอไอ เพื่อตรวจจับความผิดปกติโดยใช้ความเร็วมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
“ธุรกิจที่เราทำมันยาก จึงต้องมีการอธิบายในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งลิฟ-24 ก็มีชาเลนจ์หลากหลายที่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เติบโต และตอบโจทย์ตามเป้าหมายทั้งของลูกค้า และของธุรกิจที่วางไว้ ซึ่งเชื่อว่าลิฟ-24 มีความแตกต่างในการทำธุรกิจที่จะเป็นส่วนผลักดันทำให้ธุรกิจเป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างแน่นอน” คุณนิรมลกล่าวทิ้งท้าย
ทรรศวรรณ ทัพสุวรรณ

