คลี่แผน พีดีพี 2024 พึ่งพลังงานหมุนเวียน ปูทางไทยปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

10.06.24 | 10:30 น.

คลี่แผน พีดีพี 2024 พึ่งพลังงานหมุนเวียน ปูทางไทยปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

การผลิตและการจัดหาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-80 หรือพีดีพี 2024 เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยในฐานะผู้บริโภค
ผู้จ่ายค่าไฟภายใต้แผนนี้

แผนพีดีพี 2024 กระทรวงพลังงานจะมีการปรับเปลี่ยนและทบทวนสิ่งใดบ้าง นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อธิบายว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผนพีดีพี เป็นแผนแม่บทในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ว่าด้วยการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว 15-20 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงและความเพียงพอของกำลังการผลิตไฟฟ้าต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตสูงขึ้นทุกๆ ปี

โดยคำนึงถึงนโยบายพลังงานของประเทศและปัจจัยต่างๆ
ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน นโยบายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ฯลฯ

แผนพีดีพีจะมีการทบทวนเป็นระยะๆ หรือทุก 3-5 ปี เพื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมมุติฐานเดิมหรือไม่ เพื่อจัดทำฉบับใหม่ หรือฉบับปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นๆ

Advertisement

ผู้อำนวยการ สนพ.ระบุอีกว่า เพื่อรองรับนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้า กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนพีดีพี เพื่อเป็นแผนจัดหาไฟฟ้าในระยะยาวให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้ระยะเวลานานประมาณ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทโรงไฟฟ้า ซึ่งแผนพีดีพีจะเป็นแผนการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

โดยในการทบทวนแผนดังกล่าวต้องมีการทบทวนความต้องการไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการพลังไฟฟ้าไปในอนาคต หากการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้ามีความถูกต้องและแม่นยำ จะทำให้การลงทุนในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม

นอกจากนี้ สถานการณ์การผลิตและการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันและอนาคตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต รวมถึงทิศทางพลังงานโลกที่มุ่งไปสู่การใช้พลังสะอาดเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ต้องมีการปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต และกระบวนการและขั้นตอนการจัดทำแผนต้องกระจายสัดส่วนและแหล่งเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าที่สมดุล กระทรวงพลังงานจึงเดินหน้าจัดทำแผนพีดีพี 2024 ให้สะท้อนแนวนโยบายของรัฐบาลและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

ลงลึกรายละเอียดสำคัญของพีดีพี 2024 ผู้อำนวยการ สนพ.ระบุว่า แนวทางในการจัดทำแผนจะพิจารณา 3 เรื่องคือ ปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นหลัก ซึ่งในช่วงที่เริ่มร่างพีดีพีเมื่อ 1-2 ปีก่อนมีปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จีดีพีลดลง ส่งผลต่อความต้องการการใช้ไฟฟ้าจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

ประกอบกับปัจจัยการจัดทำแผนต้องคำนึงถึงคือเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการผลิตไฟฟ้า ลดลงเหลือ 41.5 ล้านตันคาร์บอน ในปี 2593 เพื่อเข้าสู่เป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน ทำให้ต้องหันมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 11% เป็นประมาณ 51%

เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ที่กำลังจัดทำอยู่ ส่วนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นฟอสซิลที่สะอาดที่สุดจะยังมีประมาณ 30-40% ไฮโดรเจน 5% ให้สอดคล้องกับทิศทางพลังงานโลก

ผู้อำนวยการ สนพ.ย้ำว่า แผนพีดีพี 2024 ฉบับนี้ให้ความสำคัญ 3 ด้านคือ

1.ด้านเน้นความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ (Security) ครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้าและความมั่นคงรายพื้นที่ คำนึงถึง IPS และ Disruptive Technology เพื่อให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการรองรับ Energy Transition

2.ด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม (Economy) อัตราค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนไม่แบกรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม เตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการเพื่อนำ DER มาใช้ประโยชน์

3.ด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) จำกัดปริมาณการปลดปล่อย CO2 ให้สอดคล้องตามเป้าหมายแผน NEP และเป้า LTS ตามนโยบาย Carbon neutrality และ Net zero emission
โดยการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และ การเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้า (Efficiency) ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้าและด้านการใช้ไฟฟ้า โดยมีการนำเทคโนโลยีระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริดมาใช้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ในแผนพีดีพี 2024 จะใช้เกณฑ์โอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ต้องไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือไม่เกิน 17 ชั่วโมง จาก 8,760 ชั่วโมง จากเดิมใช้เกณฑ์กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin)

รวมทั้งยังกำหนดเป้าหมายของมาตรการเปลี่ยนแปลงพฤติกกรรมการใช้ไฟฟ้า (Demand response) 1,000 เมกะวัตต์ และมาตรการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) โดยใช้ DER รองรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งมีการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากการมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้นในอนาคต

ผู้อำนวยการ สนพ.กล่าวถึงมีโรงไฟฟ้าใหม่และเทคโนโลยีใหม่ในแผนพีดีพี 2024 ว่าจะมีโรงไฟฟ้าใหม่และเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาพิจารณา ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ รับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ โซลาร์ โซลาร์ลอยน้ำ (BESS) มีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นทางเลือก

ส่วนเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเป็นทางเลือก อาทิ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage) ไฮโดรเจน/แอมโมเนีย เป็นต้น

เป้าหมายการลดการปล่อย CO2 ในภาคการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือ 41.5 ล้านตันคาร์บอนในปี พ.ศ.2593 ตามตัวเลขของสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยหันมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนบางชนิดที่ต้นทุนยังสูง หรือที่ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอดเวลาจึงจำเป็นต้องมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อทำให้ระบบมีความมั่นคง

ทั้งนี้ จากตัวเลขการใช้ไฟฟ้าที่เราติดตามมาตลอดพบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วง 2 ปีมาเกิดในเวลากลางคืน ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไม่สามารถรองรับได้หากไม่มีระบบรองรับ เช่น แบตเตอรี่

โดยภาพรวมแผนพีดีพี 2024 ได้ปรับเปลี่ยนตามความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่มีอยู่ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายเรื่องการตอบโจทย์เรื่องการไปสู่ Carbon neutrality และ Net zero emission ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รับกับทิศทางพลังงานโลก โดยเฉพาะการใช้พลังงานสะอาด การลดก๊าซปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รวมถึงการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าให้เหมาะสมตามการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยี มีการคำนึงถึงโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมเป็นธรรมกับประชาชน และเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

สนพ.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพีดีพี 2024 วันที่ 12-13 มิถุนายนนี้ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วย กลุ่มภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพ และจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นรูปแบบออนไลน์ใน 4 ภูมิภาค ครอบคลุมทั่วประเทศ วันที่ 17 และ 19 มิถุนายน 2567 ซึ่งข้อเสนอแนะต่างๆ จากการรับฟังความคิดเห็น สนพ.จะนำไปประกอบการปรับปรุงแผนพีดีพีให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เบื้องต้นจะพยายามทำให้ค่าไฟตลอดแผนไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วยŽ ผู้อำนวยการ สนพ.ทิ้งท้าย