หน้าแรก เศรษฐกิจ รุ่งเรือง พิท...

รุ่งเรือง พิทยศิริ : สถานการณ์หืดจับ

10.06.24 | 09:31 น.

รุ่งเรือง พิทยศิริ : สถานการณ์หืดจับ

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจโลกพยายามสร้างความหวังในสองส่วน ส่วนแรก คือ การเติบโตของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ได้พยายามหลีกหนีจากคำว่า ถดถอย สามารถเติบโตได้บางๆ แต่บางมาก เช่นสหรัฐฯเติบโตในไตรมาสที่หนึ่งปีนี้เพียงแค่ ร้อยละ 1.3 ในขณะที่จีนเติบโตดีปานกลางที่ร้อยละ 5.3 แต่ตัวเลขการบริโภคกับผลผลิตลดลงเป็นส่วนใหญ่ จนยังไม่สร้างความแน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้นหรือไม่

ส่วนที่สอง คือ ทิศทางการลดดอกเบี้ย มีความหวังว่าดอกเบี้ยในตลาดโลกจะลดลงเป็นแน่แท้ นำโดยสหภาพยุโรปออกมาประกาศลดดอกเบี้ยแล้ว 0.25 % เมื่อสองวันที่ผ่านมา และคงจะตามด้วยประเทศอังกฤษในอีกใม่ช้านี้ ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐ กลับมาชะลอตัวลง สร้างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแผ่วลงจากมาตรการควบคุมเงินเฟ้อของเฟดแล้ว นักลงทุนทั่วไปจึงเริ่มมีความหวังว่า ทิศทางดอกเบี้ยจะลดลง และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เดินไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

แต่แล้วเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญมากที่สุดตัวหนึ่งคู่กับตัวเลขดัชนีการบริโภคในเดือนที่ผ่านมาได้เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 272,000 ตำแหน่ง ในขณะที่คาดการณ์เพียง 185,000 ตำแหน่ง เรียกว่าพลิกล็อคขั้นถล่มทลายจากการคาดการณ์อย่างมาก เนื่องจากสัญญาณตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนวันก่อนได้ออกมาลดลง ตัวเลขขัดแย้งกัน แต่ตัวเลขนี้มีความสำคัญมากกว่ามาก เนื่องจากมีนัยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า ย่อมทำให้ท่าทีของธนาคารกลางอย่างเฟดกังวลแน่ ต่อการส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยได้เมื่อไหร่ อาจต้องใช้คำว่า “รอไปก่อน” “รอดูตัวเลขรอบต่อไปก่อนนะ”

ก็อย่างที่ผมเคยบอก การลดดอกเบี้ยของมหาอำนาจเศรษฐกิจ สหรัฐจะเป็นรายสุดท้าย  เพราะสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐเรียกว่าเหนียวมาก เขาเรียกศัพท์ทางเทคนิคว่า “Sticky Inflation” ประเทศที่นำลดดอกเบี้ยไปได้ก่อน ส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่สถานการณ์เศรษฐกิจภายในเรียกว่าโคม่า หรือวิกฤต ทั้งนั้น แต่เศรษฐกิจสหรัฐนั้น ถือว่าดีที่สุดในบรรดามหาอำนาจ ถือว่าร้อนแรงเมื่อเทียบกับบริบทการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ร้อนแรงดังเช่นที่ผ่านมา ผมยังมองไม่ค่อยออกเลยว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้เท่าไหร่ เพราะจีนขายของจำนวนมากให้สหรัฐ

Advertisement

ส่วนที่สองนี้ ที่จับตามองกันจึงจะเกิดสัญญาณไม่ค่อยเป็นคุณเท่าไหร่แล้ว เพราะตัวเลขเจ้าปัญหาของสหรัฐนี่เอง ย่อมมีผลต่อภาวะการเงิน การลงทุนทั่วโลกไประยะหนึ่ง เห็นได้จากราคาทองคำลงเกือบ 90 เหรียญเมื่อคืนวันศุกร์ จนกว่าตัวเลขใหม่จะออกมาแสดงการชะลอตัวระลอกใหม่ได้ ผมถึงบอกว่าไม่มีข่าวดีใดๆ ในภาพเศรษฐกิจโลก ในขณะที่จีนก็ไม่มีข่าวใหม่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินที่ได้จากการออกพันธบัตรยังไม่ถูกเปิดเผยว่าจะนำมากระตุ้นอะไรไหม หรือจะนำไปใช้ในการอุดหนุนการขาดดุลงบประมาณ ประเทศอย่างจีนและญี่ปุ่น เริ่มพูดถึงการลดระดับหนี้สาธารณะ เริ่มพูดถึงแนวทางในการลดปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว พูดถึงการถือครองทรัพย์สินต่างประเทศ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่จะนำมาแปลงเป็นสภาพคล่องเพื่อหักล้างกับหนี้ที่มีอยู่

ในขณะที่บ้านเรา ตอนนี้ยังไม่สามารถมีแนวทางในการลดระดับหนี้สาธารณะได้เลย ระดับหนี้สาธารณะไม่นานก็คงจะชนเพดานสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตให้ถึงได้ ขณะที่หนี้ครัวเรือนทำสถิติสูงสุด บนเพดานไม่เคยต่ำลง ระดับเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยมาก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานที่มาถึงบ้านเรามันยังแพงขึ้นอยู่ ก็มาจากการลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลนั่นเอง เป็นผลพวงจากการต้องลดภาระทางการคลังที่เกิดจากกองทุนน้ำมัน ตัวเลขพลังงานจึงขึ้น ราคาสินค้าก็ขึ้นตาม ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อกลับมาขึ้น แล้วธนาคารแห่งประเทศไทย จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง อย่างที่รัฐบาลคาดหวังได้อย่างไรครับ

ตัวเลขเงินเฟ้อบ้านเราเริ่มกลับมาขึ้น แต่ไม่ได้ขึ้นเพราะเกิดจากความต้องการในการบริโภคสูงขึ้น แต่เกิดจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น และในไม่ช้าก็จะปรับขึ้นอีกต่อเนื่องจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทั่วประเทศ ของก็จะแพงขึ้น เงินเฟ้อก็จะปรับขึ้น ธนาคารกลางก็จะไม่ลดดอกเบี้ย ในขณะที่ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังจะหมดเทอมครับ ใครจะมาเป็นท่านใหม่ จะเข้ามาช่วยพูดเรื่องนโยบายดอกเบี้ยให้รัฐบาลหรือไม่ อันนี้คงต้องติดตามดูครับ

แต่สถานการณ์การบริโภคและใช้จ่ายในบ้านเราถือว่าฝืดเคืองมาก เพราะต้นทุนทุกอย่างเพิ่ม แต่เศรษฐกิจไม่โต ระดับการส่งออกที่เพิ่มขึ้นมา ถึงกว่าร้อยละ 10 ส่วนใหญ่มาจากค่าเงินบาทที่อ่อน หากพิจารณาในรูปเงินดอลล่าร์นั่นจะอยู่ประมาณร้อยละ 6 ในขณะที่เรายังคงขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับจีน (มูลค่าถึงหนึ่งในสี่ของการนำเข้าทั้งหมด) นั่นหมายความว่า เราใช้สินค้าจากการผลิตภายในประเทศลดลง เพราะการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ก็คงเป็นผลมาจากราคาสินค้าของเรามันแพงกว่าของนำเข้าจากจีนมาก ทำให้ผู้ผลิตขายของได้ลดลง ต้องผลักไปส่งออก ซึ่งก็แข่งขันกับจีนไม่ได้อยู่ดี เราจึงต้องเน้นการส่งออกในสองรูปใหญ่ๆ รูปหนึ่งคือสินค้าเกษตรพวกผลไม้ ซึ่งยังมีคนแข่งกับเรายากหน่อย เพราะผลไม้เราอร่อยจริง อีกรูปหนึ่ง คือควรอย่างยิ่งที่จะต้องเกาะกระแสเทคโนโลยี AI หันมาผลิตอะไรบ้างที่จะได้อานิสงส์จากการเติบโตของธุรกิจผลิตซิป ที่โตไม่หยุดยั้งในโลกใบนี้ การส่งออกถึงจะโตได้จริงและมีโมเมนตัม จะไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้ไปผลิตสินค้าที่มันตกเทรนแล้ว อย่างเช่น รถยนต์สันดาปภายใน มันก็คงจะลำบาก

เห็นไหมละครับว่า ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์สันดาป เขากำลังทยอยจะปิดตัวโรงงานในประเทศไทยลงแล้ว และอื่นๆอีกมากมาย เพราะปัญหาที่มันแข่งขันด้านราคาไม่ได้กับรถยนต์ EV ที่ปรับราคาลงมามาก และปัญหาด้านค่าแรงและต้นทุนที่แพง จนธุรกิจ LED ก็แข่งขันกับสินค้าจีนไม่ได้ ลองไปติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานที่จังหวัดฉะเชิงเทราดูครับ ว่าเป็นอย่างไรตอนนี้

แล้วรัฐบาลจะแก้ไขยังไงครับ เพราะเป็นคนออกนโยบายเพิ่มค่าแรงเอง จะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน รัฐบาลจะกล้าทำไหม แล้วทำได้ไหมบนบริบทเวทีการค้าโลก WTO คนที่จะกล้าทำได้ต้องมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ เหมือนอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป ที่กล้าทะเลาะกับจีน เรื่องพวกนี้ เราขาดการดูแลเรื่องศักยภาพในการแข่งขัน เราขาดการดูแลเรื่องการคิดว่าจะขายอะไร เราไม่ได้ขายของที่มันอยู่ในเทรนโลก เราไปขายของตกเทรน แต่มีเทรนเดียวที่เราทำได้ดี คือเทรนการท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยมีระดับพหุวัฒนธรรมที่มากและงดงาม มีแหล่งธรรมชาติที่สวยงามมากๆ จึงยังช่วยประคองเศรษฐกิจของเราอยู่

ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป คนไทยคงจะลำบากที่จะหาเลี้ยงชีพ มีรายได้พอเพียงกับรายจ่าย ถึงครานี้ รัฐบาลคงจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่เรียกว่าแจกเงิน จะแจกอย่างไร ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือไม่ ต่อไปอาจจำเป็นต้องแจก เพราะสถานการณ์จะเข้าขั้นอด

ผมเสนอว่ารัฐบาลต้องเร่งการสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นการด่วน ใครจะเข้ามาผลิตอะไรที่เป็นคุณกับระบบเศรษฐกิจต้องเร่งลด แลก แจก แถม แข่งกับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำ Fast track เลยครับ พร้อมกับการนำเข้าบุคลากรที่มีศักยภาพ (เราทำได้ครับ เรานำเข้าแต่บุคลากรชั้นแรงงาน) เพราะจริงๆ เรามีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ดีกว่ามาก ควรนำจุดแข็งนี้มาผลักดันร่วมกับการมีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากในทุกภูมิภาค นโยบายนี้ควรเร่งทำ มากกว่าการไปเร่งนโยบายออกหวยออมเงิน ถึงแม้ว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่ได้สร้างรายได้เข้าประเทศ (โครงการใช้เงินระดับสิบล้านต่อเดือน มันมีศักยภาพต่อเศรษฐกิจน้อยมาก ควรให้ข้าราชการไปดำเนินการต่อเอง)

ตอนนี้เราต้องแก้ปัญหาการอดในระยะสั้นให้ได้ก่อนครับ ท่านผู้อ่านมีความเห็นอะไรยังไง แชร์กันได้ สามารถส่งมาที่กองบรรณาธิการได้นะครับ