ESG กับ การยกระดับธุรกิจไทย
ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและต่อเนื่อง ในประเด็น สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG แล้วประเทศไทย มีการขับเคลื่อนและความพร้อมปรับตัวอะไรแล้วบ้าง
ด้านวิชาการอย่าง รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ESG กับการยกระดับธุรกิจไทย ดังนี้
สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เป็นสามปัจจัยช่วยให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งความท้าทายที่ธุรกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน 3 ประการด้วยกัน คือ
ประการแรก แม้ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ใน top 20 ของโลก แต่ด้านความเสี่ยงจากสภาพ ภูมิอากาศแปรปรวน climate change ไทยติดอันดับ top 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจาก climate change รุนแรงที่สุด ซึ่งมีผลวิจัยชี้ว่าไทยจะเจออากาศร้อนยาวนานขึ้น และเผชิญภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันบ่อยครั้งขึ้น ทำให้ธุรกิจไทยอาจเผชิญกับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรและการท่องเที่ยวที่พึ่งพาทรัพยากรทางธรรมชาติสูงและมีการจ้างแรงงานเกือบ 40% ของแรงงานทั้งหมด รวมถึงภาคการผลิตที่หลายนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม นอกจากนี้ หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูง ขณะที่ภาวะโลกร้อนอาจส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อแหล่งท่องเที่ยวของไทย เช่น ภาวะปะการังฟอกขาว ความมีเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวไทยอาจลดลง อาจกระทบภาคการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 1 ใน 5 ของรายได้ของคนไทย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบ หากพวกเราไม่เร่งปรับตัว หรือเตรียมการรับมือ ไทยอาจสูญเสีย มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ในกรณีที่อุณหภูมิโลกปรับสูงขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส ภายในปี 2593 นั้น GDP ไทยอาจลดลงถึง 43%
ประการที่สอง ธุรกิจไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการค้าในต่างประเทศ ที่เข้มงวดกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะได้รับผลกระทบจากการเร่งออกนโยบายเพื่อจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ เช่น มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของยุโรป หรือ CBAM อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมซีเมนต์ เหล็ก และปุ๋ยของไทย คิดเป็นกว่า 6% ของ GDP ซึ่งมาตรการลักษณะนี้มีแต่เพิ่มขึ้น และขยายขอบเขตครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ล่าสุดยุโรปออกมาตรการ EU Deforestation-free Regulation (EUDR) มีผลบังคับใช้ปลายปี 2567 เพื่อควบคุมกลุ่มสินค้าที่มีส่วนทำลายป่า อาจกระทบหลายสินค้าเกษตรส่งออกของไทย เช่น ยางพารา ไม้ และปาล์ม น้ำมัน ขณะเดียวกัน ธุรกิจ SMEs ใน supply chain จะเผชิญแรงกดดันจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทยอยปรับตัว ทั้งนี้ จากการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนต้องคำนวณตลอดทั้งวงจรผลิตภัณฑ์ บางอุตสาหกรรม มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทใน supply chain สูงกว่าของตัวบริษัทเองกว่า 11 เท่า
ประการสุดท้าย อุตสาหกรรมไทยกว่า 30% ของ GDP อยู่ในกลุ่มสีน้ำตาลและเป็นเทคโนโลยีโลกเก่า ไม่รองรับกระแสความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเลียม และปิโตรเคมี รวมทั้งธุรกิจจำนวนมาก ยังพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินและน้ำมันในสัดส่วนที่สูง อาจเจอความท้าทายให้เร่งปรับตัว เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ถ้าปรับตัวไม่ทัน เสี่ยงเสียโอกาสทางธุรกิจ ดังนั้น การส่งเสริมเฉพาะการสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสีเขียว ย่อมไม่เพียงพอสำหรับบริบทไทย
โจทย์ที่สำคัญกว่า คือ การสนับสนุนกลุ่มสีน้ำตาลให้เริ่มปรับตัว นอกเหนือจากการมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว สิ่งที่อยากให้เน้นคือ การปรับตัว ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจต้องเปลี่ยนไปเขียวเลย แต่มันคือจุดเริ่มของ journey ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนไป less brown เรื่อยๆ จนเขียวในวันข้างหน้า ที่เทคโนโลยีมีความพร้อมในต้นทุนที่เหมาะสม อย่างบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น เปลี่ยนทิศทางการผลิตจาก รถยนต์ประเภทสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ต่อคัน ลดลงจาก 30,000 ชิ้น เหลือ 1,500-3,000 ชิ้น สะท้อนว่าโอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สันดาปอย่างไทย อาจลดลงกว่า 10 เท่า ในวิกฤตก็ย่อมมีโอกาส หากธุรกิจไทยตระหนักและยกระดับศักยภาพทางการแข่งขัน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 30% ภายในปี 2573 โดยเปลี่ยนการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ชิ้นส่วนในระบบแบตเตอรี่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์การสื่อสาร และมอเตอร์ไฟฟ้า จะเป็นโอกาสช่วยให้ไทยไปต่อในเวทีโลก
ทั้งนี้ 3 เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
1.Journey การปรับตัวของภาคธุรกิจ แม้เป้า Net Zero ในปี 2065 ฟังดูไกล แต่การปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมเป็น journey ที่ต้องใช้เวลา ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งการปรับตัว ลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก ปรับตัวรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในอนาคต ยกตัวอย่าง ธุรกิจโดยทั่วไป ต้นทุนสำคัญคือค่าไฟ เช่น ธุรกิจโรงแรม มีต้นทุนค่าไฟ 6-8% ของรายได้ จากสำรวจ พบว่า ธุรกิจโรงแรมที่ปรับตัว เช่น ใช้หลอด LED ติด solarrooftop ใช้แอร์ประหยัดไฟ บางแห่งลดต้นทุนค่าไฟได้เกือบ 30% ดังนั้น กระบวนการปรับตัวของภาคธุรกิจต้องอาศัย 3 ความพร้อม ได้แก่ ความพร้อมเรื่องแรก ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการปรับตัว สิ่งแรกคือต้องมี tone from the top ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต้องแสดง commitment ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม ความพร้อมเรื่องที่สอง คือ มีองค์ความรู้ และ know how สำหรับการปรับตัว การปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องท้าทาย ที่งเป็นเรื่องใหม่และต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง เช่น วิธีการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวางแผนการลด การปล่อยก๊าซในกระบวนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการเลือกลงทุนในเทคโนโลยี ตอนนี้บริษัทขนาดใหญ่ของไทยได้ทำแผนการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ และกรอบเวลาที่ชัดเจน เช่น ปรับเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน และความพร้อมเรื่องที่สาม คือ มีเงินทุนสนับสนุน หรือสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ
2.บทบาทของภาคการเงินในการช่วยยกระดับธุรกิจด้าน ESG ด้วยประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีความเปราะบางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องการเงินลงทุนอีกมาก เพิ่มเฉลี่ยกว่าปีละ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นจากอดีตกว่า 6 เท่าตัว สำหรับการลงทุนด้าน renewable energy และ energy efficiency ซึ่งตอนนี้ภาคการเงินไทยตื่นตัว โดยสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจปรับตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions โดยปีที่ผ่านมา ธนาคารขนาดใหญ่ให้สินเชื่อสีเขียว และสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ประมาณ 190,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.4% ของยอดคงค้างสินเชื่อรวมทั้งระบบ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยมีการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) ประมาณ 882 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ไทย เรื่องนี้ ธปท. จึงผลักดันให้ภาคสถาบันการเงินให้ความสำคัญช่วยภาคธุรกิจปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่สนใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์ช่วยสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าสถาบันการเงินเข้าร่วมโครงการ จะประกาศรายละเอียดแนวทางช่วงไตรมาส 3/2567 เป้าหมายแรกควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการจัดกลุ่มกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีประโยชน์อย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก ภาคการเงินสามารถสนับสนุนเงินทุนได้อย่างตรงจุด ช่วยกำหนดนิยามความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือ green ให้เข้าใจตรงกัน ทำให้สามารถประเมินสถานะ ของลูกค้าว่ามีการดำเนินการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระดับใด จะได้ประเมินโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันสถาบันการเงินสามารถประเมินสถานะพอร์ตของตัวเอง เพื่อช่วยวางกลยุทธ์ในการให้สินเชื่อ ด้านที่สอง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนของกิจกรรมเปลี่ยนผ่าน โดยเป็น 1 ใน Taxonomy แรกๆ ของโลก ที่มีการจัดกลุ่มกิจกรรมสีเหลือง สะท้อนการให้ความสำคัญต่อบริบทของประเทศที่ยังมีอุตสาหกรรมในกลุ่มสีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มี commitment ในการปรับตัวเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และด้านที่สาม ช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริง หรือ greenwashing รวมถึงมี taxonomy ที่ได้มาตรฐานสากล จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินด้านสิ่งแวดล้อมในไทยมากขึ้น
3.ความท้าทายและ Key success factors เพื่อธุรกิจไทยปรับตัวอย่างยั่งยืน ซึ่งการปรับตัวยังมีความท้าทาย ที่สำคัญ 2 ด้าน คือ ข้อมูลของธุรกิจที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ ความพร้อมในการปรับตัว
ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่ข้อมูลยังมีจำกัด อีกทั้งในกติกาใหม่ๆ และแรงกดดันจากเวทีการค้าโลกที่ต้องการทราบแหล่งที่มาและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า อีกทั้งยังมีมาตรฐานการจัดทำรายงานและการเปิดเผยข้อมูล ทำให้การเก็บข้อมูลของธุรกิจ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นขั้นแรกที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสนใจ ปัจจุบันบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการเปิดเผยข้อมูล ESG แล้วถึง 76% คาดว่าบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ จะขยายขอบเขตการรายงานข้อมูลให้ครอบคลุมถึงบริษัทใน supply chain ในระยะต่อไป ดังนั้น การพัฒนา data platform และการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง
“รณดลกล่าวทิ้งท้ายว่า อีกหนึ่งความท้าทาย คือ ความพร้อมในการปรับตัวที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีใน supply chain อาจเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัว และอาจขาดความพร้อมทั้ง 3 ด้านตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทั้งขาด tone from the top ขาดองค์ความรู้ และขาดเงินทุน ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายที่การปรับตัว ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งทั้ง 2 ความท้าทายนี้ ผมมองว่ามี 3 C Solutions ด้วยกัน”
C ที่หนึ่ง Clear direction: คือ มีทิศทางที่ชัดเจนทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร ในการมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยกำลังจะมี พ.ร.บ.Climate Change คาดมีผลบังคับใช้ปี 2567 นี้ เป็นกลไกสำคัญจะช่วยให้เจตจำนงและเป้าหมายดำเนินงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ มีความชัดเจนและสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน
C ที่สอง Cooperation: การผลักดันและพัฒนาให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่สามารถทำได้ หากปราศจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภาครัฐไม่สามารถออกนโยบายได้หากไม่เข้าใจความต้องการและความพร้อมของภาคเอกชน ภาคธุรกิจไม่สามารถปรับตัวได้หากขาดองค์ความรู้และเงินทุน ที่มีต้นทุนเหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาคการเงินไม่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม หากขาดข้อมูลจากภาคธุรกิจ ดังนั้น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน ต้องร่วมมือกัน
C ที่สาม Customization: การคำนึงถึงบริบทและความพร้อมที่แตกต่างกันของแต่ละภาค เศรษฐกิจช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว ซึ่งประเทศเรายังมีกลุ่มที่ไม่พร้อมหรือพร้อมน้อยอยู่มาก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการตระหนักรู้ ให้องค์ความรู้ที่เหมาะสม อาทิ การประเมิน carbon footprint รวมทั้ง ธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถช่วยเหลือธุรกิจใน supply chain โดยเป็นแบบอย่างที่ดี ในการส่งผ่านแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่าน

