หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติ ชี้...

แบงก์ชาติ ชี้จีดีพีโต 3% ตามเป้ารัฐเป็นไปได้ แนะเร่งเบิกจ่าย-เคาะเงินดิจิทัล

12.06.24 | 16:54 น.

แบงก์ชาติ ชี้จีดีพีโต 3% ตามเป้ารัฐเป็นไปได้ แนะเร่งเบิกจ่าย-เคาะเงินดิจิทัล พร้อมทบทวนจุดยืนลดดอก


เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงผลการประชุม กนง. โดยกนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปีว่า เป้าหมายจีดีพีตลอดปี 2567 ของรัฐบาลตั้งไว้ที่ 3% มองว่ามีความเป็นไปได้หากสามารถเร่งเบิกจ่ายภาครัฐได้รวดเร็ว รวมถึงโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต สามารถออกมาใช้ได้ ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป

โดยการประชุมครั้งนี้ ได้นำมาตรการภาครัฐทั้งหมดเข้ามาพิจารณารวมไว้แล้ว โดยเฉพาะปัจจัยที่มีความชัดเจนมากสุดทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณและดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นภาพรวมที่มองว่าแม้มาตรการภาครัฐจะมีมากกว่าที่มองไว้ แต่ภาพเศรษฐกิจรวมก็คงไม่ได้เปลี่ยนมากขนาดนั้น เป็นทิศทางเดียวกัน ทำให้จุดยืนนโยบายการเงินที่กำหนดไว้ถือว่ารองรับความเสี่ยงทั้งสูงและต่ำในอนาคตได้อยู่แล้ว

Advertisement

นายปิติ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 มีแนวโน้มใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 0.6%, ปี 2568 อยู่ที่ 1.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5%, ปี 2568 อยู่ที่ 0.9% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดกลับมาเป็นบวก และมีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาพลังงานในประเทศจากการทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ขณะที่แรงกดดันด้านอุปทานที่ทำให้ราคาหมวดอาหารสดอยู่ในระดับต่ำมีแนวโน้มคลี่คลาย โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย ซึ่งเงินเฟ้อที่ยังไม่เข้าเป้าหมาย มองว่าเงินเฟ้อจะปรับขึ้นมาถึง 1% ในระยะถัดไป โดยจุดประสงค์ของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ มีเพื่อช่วยให้เอกชนและธุรกิจภาคครัวเรือน มีการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อ สามารถคาดเงินเฟ้อในระยะปานกลาง 2-3 ปีได้ เพื่อให้ชัดเจนในการวางแผนการลงทุนและการออม หรือการกู้ยืม จึงไม่อยากให้เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับขึ้นลง ผันผวนมาก ซึ่งจะสร้างความยากในการวางแผนการลงทุน ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือนด้วย

“โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ย ทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสอดคล้องกัน ถือว่าค่อนข้างเป็นกลาง จากนี้ก็ต้องพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจว่าจะเติบโตขึ้นมากน้อยเท่าใด ไม่มีการปิดกั้นว่าจะต้องอยู่ในระดับเท่านี้ตลอด แต่มีการอัพเดตภาพอยู่เสมอ หากเป็นการกระแทกในระยะสั้น จะต้องทำอย่างไร โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นจุดกลาง เทียบเคียงกับภาพจริงของเศรษฐกิจว่ายังเป็นระดับที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ จึงไม่มีอะไรปิดกั้นในการทบทวนจุดยืน” นายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวว่า ความกังวลในเรื่องการปิดโรงงานในไทย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ มองว่าการปิดและเปิดโรงงานในปัจจุบัน หากดูตัวเลขธุรกิจในปัจจุบัน ที่ผ่านมาอัตราการปิดโรงงานลดต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่อัตราการเปิดธุรกิจสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2566 ประมาณ 8% ในแง่จำนวนปิดโรงงานมีประมาณ 1,000 รายต่อเดือน เปิดใหม่อยู่ที่ 4,000-5,000 รายต่อเดือน ทำให้จำนวนโรงงานที่ปิดมีน้อยกว่าโรงงานที่เปิดในแต่ละเดือน ซึ่งการเปิดปิดโรงงานเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจในการโยกย้ายทรัพยากรไปอยู่ในแหล่งที่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า การดูเพียงตัวเลขจึงไม่สามารถทำได้ ต้องมาดูรายละเอียดและผลกระทบว่าการปิดโรงงานเนื่องจากสาเหตุอะไร และมีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมหรือไม่ ส่วนเม็ดเงินที่หายไปเมื่อมีการปิดโรงงาน เทียบกับเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาเมื่อมีการเปิดโรงงานใหม่ ก็อยากให้มองทั้ง 2 ด้าน ซึ่งมองว่าการปิดโรงงานไม่ได้มีความชัดเจนว่าเป็นปัญหาในภาพใหญ่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
กนง. เสียงแตก มติ 6 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% อีกรอบ