หน้าแรก เศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่...

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค.ลดลงต่ำสุดใน รอบ 7 เดือน คนกังวลการเมืองไม่นิ่ง

13.06.24 | 14:56 น.

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค.ลดลงต่ำสุดใน รอบ 7 เดือน คนกังวลการเมืองไม่นิ่ง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 60.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 62.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยเป็นการปรับตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 เป็นต้นมา และ อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมากังวลว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ 40 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และกังวลเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน รวมทั้งผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อบานปลาย อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจไทย

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มหันเข้าสู่วัฎจักรขาลง แต่คงยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะลดลงไปถึงจุดไหน โดยสถานการณ์ทางการเมืองในเดือนมิถุนายน 2567 จะโดดเด่น หรือทรุดตัวแค่ไหนนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจไม่มีความมั่นใจ ซึ่งภาพนี้ได้ไปสะท้อนในตลาดหลักทรัพย์จากผลของความไม่นิ่งของการเมืองไทย และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกลับมาเป็นขาขึ้นเมื่อใด จนกว่าจะมีความชัดเจนจากคำตัดสินของศาล รวมทั้งหลังคำตัดสินของศาลแล้ว จะยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในสภาและนอกสภาอย่างไร” นายธนวรรธน์ กล่าว

Advertisement

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 54.3 57.6 และ 69.8 ตามลำดับ ซึ่งปรับลดลงทุกรายการ เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 56.0 58.9 และ 71.5 ตามลำดับ และยัง ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ทุกรายการ

“การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ที่ระดับ 100 แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง”นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันสถานการณ์เชิงลบต่างๆ ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลง อยู่ระดับ เป็น 44.1 จากระดับ 45.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 68.4 จากระดับ 70.2 อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคน่าจะปรับตัวดีได้ หากรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 นี้

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย จากสมาชิกหอการค้าไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2567 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 55.1 ลงจากระดับ 55.3 ในเดือนเมษายน 2567 แต่ความเชื่อมั่นถือหอการค้าไทยดีขึ้นเกินกว่าค่ากลางระดับ 50 ในทุกภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 54.7 ภาคกลาง อยู่ที่ 54.9 ภาคตะวันออก อยู่ที่ 57.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 53.6 ภาคเหนือ อยู่ที่ 55.2 และภาคใต้ อยู่ที่ 54.5

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า รวมทั้งตัวชี้วัดทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจโดยรวม การบริโภค การลงทุน ภาคท่องเที่ยว ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า การค้าชายแดน และภาคบริการและเห็นว่ามาตรการด้านภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยงเมืองรอง ทำให้การท่องเที่ยวกับมาดีขึ้น แม้ยังจะมีความกังวลใจในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลก และสงครามต่างประเทศด้วยก็ตาม รวมถึงความกังวลปริมาณน้ำในเขื่อน เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ที่อาจจะไม่เพียงพอ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย โดยมีแนวทางการดูแลค่าแรงของประชาชนให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ และไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานในภาคธุรกิจขนานเล็ก มาตรการกำกับจัดสรรแก้ไขปัญหาน้ำที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในภาคเกษตร-อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางการสนับสนุนให้มีการลงทุนภายในประเทศกับนักลงทุนชาวต่างชาติเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวขึ้น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงโลว์ ซีซั่น (Low Season) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่คึกคักขึ้น การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยแม้จะมีปัจจัยบวกดีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากปัญหาด้านการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ทำให้เกิดความกังวลที่ผลจะออกมาว่าเกิดความวุ่นวายหลังมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรีและพรรคก้าวไกลที่จะออกมาในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคม ออกมาเริ่มลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 3 เดือน

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความกังวลใจในหลายเรื่องที่ยังมีอยู่ แต่หากภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ให้เต็มที่ใน 4 เดือนที่เหลือ รวมถึงในงบปี 2568 ที่จะเริ่ม 1 ตุลาคม 2567 ได้อย่างเต็มที่ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 2.6% แต่หากดิจิทัล วอลเล็ตออกมาใช้จริงมีเม็ดเงินเข้าระบบ 5 แสนล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ได้น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 3-3.2 % ได้