เอกชนกะเทาะ ‘จีดีพี’ รัฐฝันแตะ 3% การเมืองต้องนิ่ง-บูสต์ส่งออก-ท่องเที่ยว

เอกชนกะเทาะ‘จีดีพี’รัฐฝันแตะ3% การเมืองต้องนิ่ง-บูสต์ส่งออก-ท่องเที่ยว

ท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ที่เหมือนว่าจะคุกรุ่นและยืดเยื้อ ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศที่ไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยภายใน เหมือนว่าไร้ทิศทางที่จะควบคุมได้ รัฐบาล “เศรษฐา” จึงต้องเร่งมือในการแก้ไขและรับมือปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ที่จะประชุมหารือกันทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ ประชุมครั้งล่าสุดประกาศเป้าหมายปี 2567 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต 3%

แม้เป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากเท่าใด แต่ก็ไม่เกินใจการบริหารงานของรัฐบาลแน่นอน เนื่องจากประกาศแผนขับเคลื่อนแนบมาด้วยว่า จะทำใช้เครื่องมือใดในการเข็นเศรษฐกิจให้โตได้ตามเป้าหมายที่ปักธงไว้ โดยมี 3 มาตรการหลัก เป็นทางรอดของประเทศไทย ได้แก่

1.มาตรการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว โดยดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มอีก 1 ล้านคน จากเดิมตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ประเทศไทย ปี 2567 อยู่ที่ 35.7 ล้านคน ตั้งเป้าเป็น 36.7 ล้านคน มองว่าจำนวนเพิ่มนี้จะช่วยเพิ่มจีดีพีอีก 0.12%

2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลที่มี 8.5 แสนล้านบาทซึ่งเป็นงบประมาณลงทุนปี 2567 และคิดเป็นสัดส่วน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีปัจจุบันงบประมาณส่วนนี้เบิกจ่ายไปแล้ว 41% และปกติจะเบิกจ่ายได้ 60% ของเป้าหมาย แต่ปีงบประมาณนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 70% ทำให้จีดีพีเพิ่มอีก 0.24%

Advertisement

3.เร่งรัดการลงทุนภาคเอกชนผ่านบีโอไอ ซึ่งมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนมาแล้ว 8 แสนล้านบาท หากจะเร่งรัดให้ลงทุนจริงปีนี้ 3-4 หมื่นล้านบาท จะช่วยให้จีดีพีขยายตัวอีก 0.14-0.15%

หากประเมินในส่วนของงบลงทุนปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 21% แต่ปัจจุบันสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าเป้าหมาย อยู่ที่ 38.6% โดยเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะ แต่ยังมีหน่วยงานที่เบิกจ่ายล่าช้าอยู่ จึงหารือเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายในส่วนนี้ ซึ่งการเร่งรัดการเบิกจ่ายขณะนี้ จะให้ความสำคัญกับส่วนราชการ และกลุ่มจังหวัดต่างๆ ที่ยังไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนใหญ่กระทรวงยังเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมายมีอยู่ประมาณ 10 กระทรวง โดยที่ประชุมให้ความสำคัญกับกระทรวงใหญ่ ที่มีโครงการใช้งบประมาณเกิน 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป

⦁วัดใจรัฐยังเชื่อไปถึงฝัน

Advertisement

เมื่อตั้งเป้าหมายพร้อมวิธีการจะใช้ใส่มาด้วย ต้องมากางออกเป็นข้อๆ เพื่อพิจารณาว่า ข้อใดสามารถทำได้เร็วที่สุด หรือเห็นผลมากที่สุดก่อน ก็มีหลากหลายความเห็น

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ 3% แต่ต้องอยู่ภายใต้การดำเนินการหลายเรื่อง โดยเฉพาะหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นายกรัฐมนตรีสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ แนวนโยบายต่างๆ ยังคงเดิม ส่วนนี้มองว่าเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป จะได้แรงกระตุ้นจากตัวงบประมาณประจำปี 2567-2568 เป็นตัวช่วยดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ จีดีพีจะสามารถขยายตัวได้ 2.4-2.5% หากเป็นแนวนโยบายเดิม รวมถึงหากมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เข้ามาช่วยช่วงปลายปี จีดีพีไทยจะโตถึง 3% ได้

“แต่ที่ต้องติดตาม คือ จะมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือไม่ อย่างไร เช่น หากเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครเข้ามา จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่อาจชะลอแผนและรอดูความชัดเจนระยะถัดไปก่อน เป็นการเพิ่มน้ำหนักความไม่แน่นอนให้กลับมาอีกครั้ง เพราะไม่มีใครรู้ว่าหากมีนายกฯคนใหม่มา ภาพการเดินหน้าของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อ ทำให้เศรษฐกิจไทยถูกกระทบ การโตถึง 3% อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้”

ภาคการท่องเที่ยวไทย ตอนนี้อยู่ในระดับที่ดีกว่าคาดการณ์ไว้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน 15 ล้านคนแล้ว เฉลี่ยประมาณ 3 ล้านคนต่อเดือน หากเดินไปในอัตรานี้จนถึงสิ้นปี จะมีจำนวนประมาณ 36 ล้านคนแล้ว ยังไม่รวมช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะออกมาอีก จึงเชื่อว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นตัวหนุนเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อได้ เพราะถือเป็นเม็ดเงินกว่า 20% ของจีดีพี นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมา จีดีพีชะลอตัวลงเป็นเพราะการลงทุนของรัฐบาลติดลบเยอะมาก การบริโภคของรัฐบาลก็ติดลบ ทำให้เมื่อรัฐบาลเข้าที่เข้าทางมากขึ้น การใช้จ่ายทำได้ตามปกติ เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจก็จะเป็นบวกไปด้วย โดยรัฐบาลตั้งเป้าเบิกจ่ายลงทุนให้ได้ 70% ซึ่งเชื่อว่าทำได้แน่นอน จะเป็นตัวช่วยดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้

⦁บูสต์ท่องเที่ยวอย่าลืมส่งออก

อีกเครื่องมือที่ลืมไม่ได้คือ การส่งออก ที่แม้ติดลบอยู่ มีปัญหาในเรื่องตลาด แต่หากรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน ก็อาจดึงการส่งออกกลับขึ้นมาเป็นบวกได้ จึงไม่ควรลืมที่จะกระตุ้นการส่งออกด้วย เพราะถือเป็นสัดส่วนสูงของจีดีพีไทยเช่นกัน อีกเรื่องเป็นการลงทุนภาคเอกชนผ่านบีโอไอ ที่เห็นตัวเลขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลจะต้องรักษาบรรยากาศไว้ ไม่ทำอะไรที่จะส่งผลต่อการลงทุนในภาพรวม ทั้งหมดที่ประเมินไว้นี้ ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาระดับการท่องเที่ยวไว้ได้ เข้าไปช่วยกระตุ้นการส่งออก ดึงให้กลับมายืนแดนบวก รวมถึงเร่งเบิกจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ถึงเป้าหมาย 3% ได้แน่นอน

สอดคล้องกับช่วงก่อนหน้านี้ ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอแนะแนวทางการเร่งรัดการส่งออกให้รัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญ คือ

1.การลดต้นทุนและแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

2.ขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น อาทิ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสินค้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า

3.การติดตามเฝ้าระวังการทุ่มตลาดและการใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย

4.การเพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าที่มีศักยภาพและมีมูลค่าสูงขึ้น สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาและมีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาดและข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้าควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศให้มีความพร้อมในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสามารถเชื่อมโยงสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศกับห่วงโซ่การผลิตโลกมากขึ้น

5.การสร้างความเชื่อมั่นและเตรียมความพร้อมของระบบนิเวศที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ควบคู่ไปกับการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับ

⦁ส่งออกพระเอกปั๊มรายได้

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ในฐานะคนในแวดวงธุรกิจการส่งออก และเคยอยู่ในตำแหน่งรองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) รัฐบาลต้องผลักดันเครื่องมือเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งคู่ ได้แก่ การท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกที่มีสัดส่วนในการสร้างรายได้กว่า 60% ของจีดีพี ส่วนท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 20% ของจีดีพีโดยการส่งออกจะต้องพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจขาลง ที่ทำให้เราเห็นชัดเจนมากว่า มีประเทศใดที่ส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันได้ในราคาถูกมากๆ จนเกิดคำถามว่า สินค้าของไทยจะสามารถสู้ไหวหรือไม่ ทำให้ต้องพิจารณาเหตุผลว่า เป็นเพราะอะไร มีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าหรือไม่ หรือเป็นเพราะคุณภาพของสินค้า หรือประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้ความสามารถในการแข่งขัน ต้องพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดการหลุดเวทีการแข่งขันในระดับโลกไป

การไปให้ถึงเป้าหมายจีดีพีโต 3% ของรัฐบาล ผ่านมาตรการ 3 ด้านที่รัฐบาลวางไว้นั้น สิ่งที่จะเห็นผลเร็วที่สุดเป็นเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ หลังจากที่รอมานาน แต่ยังไม่สามารถใช้จ่ายได้ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาประมาณ 4 เดือนที่จะสามารถใช้งบประมาณปี 2567 ได้ โดยรัฐบาลจะต้องเบิกจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดูวิธีการใช้จ่าย เพราะเวลาใช้เหลือสั้นมาก เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงมือประชาชนในแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาคได้จริง ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนที่ต่ำมากๆ ในตอนนี้

“ภาคเอกชนมีความคาดหวังปรับลดดอกเบี้ย เพราะเริ่มมีสัญญาณลดดอกเบี้ยลงในยุโรปแล้ว สะท้อนถึงแนวโน้มในระยะถัดไปจะเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงแล้ว หรืออย่างน้อย นิ่งไว้ก่อนแล้วทยอยลดลง ทำให้ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจในโลกเริ่มลดลงแล้ว ส่งผลให้กำลังซื้อกลับมา เพราะหากเศรษฐกิจดีขึ้น ธุรกิจเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า คนมีงานทำมากขึ้น มีการหมุนเวียนเม็ดเงินเพิ่มขึ้น การผลิตเพื่อการส่งออกหรือใช้ในประเทศก็จะเริ่มกลับมาขยายตัวตามไปด้วย คาดหวังมาช่วงไตรมาส 4/2567 ถือเป็นความคาดหวังที่ระหว่างทางต้องพึ่งแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย”

⦁หวั่นความเสี่ยงการเมืองระอุ

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองว่า ความไม่แน่นอนทางเมือง จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยง โดยเฉพาะจะส่งผลกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าสถานการณ์ในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทำให้ต้องลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้วเสร็จออกมาในภาพใด หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็มีโอกาสที่นักลงทุนจะชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอความชัดเจน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนไป หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกไปโรดโชว์เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และมีการปลดล็อกในเรื่องกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น

สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากขึ้น และอยู่ในจอเรดาร์ของผู้ที่อยากเข้ามาลงทุนใช้วิกฤตครั้งนี้ เพื่อสร้างโครงสร้างที่เข้มแข็งขึ้น สร้างบุคลากรที่มีความพร้อม มหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดในการออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยความกังวลในตอนนี้คือ ประเทศไทยมีหนี้สูงเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 5 ของตลาดเกิดใหม่ เป็นหนี้จากภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ บวกกับหนี้ภาครัฐ รวมกันมีอยู่ถึง 268% ส่วนอันดับ 1 คือ ฮ่องกง รองลงมาคือ สิงคโปร์ จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งส่วนนี้เป็นแผลจากการระบาดโควิดที่ส่งผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่น่ากลัว คือ หนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งขึ้นไปถึงกว่า 91% หมายความว่ามีเงิน 100 บาทใช้จ่ายจะเหลือในกระเป๋าไม่ถึง 10 บาท เพราะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นกับรายได้ที่ไม่สัมพันธ์กัน มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ เป็นปัญหาที่กดทับเรื่องกำลังซื้อของไทย

⦁ธปท.เชื่อเป้ารัฐเป็นไปได้

ปิติ ดิษยทัต เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า เป้าหมายจีดีพีทั้งปี 2567 ของรัฐบาลตั้งไว้ที่ 3% มองว่ามีความเป็นไปได้หากสามารถเร่งเบิกจ่ายภาครัฐได้รวดเร็ว รวมถึงโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต สามารถออกมาใช้ได้ ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป โดยพบว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากผลของการส่งออกภาคบริการ และการท่องเที่ยวที่ได้เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ รวมทั้งการบริโภคในประเทศยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แม้อัตราการขยายตัวจะยังต่ำแค่ 1.5% เทียบปีต่อปี แต่การขยายตัวเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาสแล้วยังถือว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว

การที่ กนง.ยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน ได้พิจารณาภาพรวมของนโยบายและมาตรการของรัฐที่มีความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ชัดเจนสุด คือ เรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุน และการบริโภคภาครัฐ ส่วนมาตรการเสริม เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็ได้รวมไว้ในการพิจารณาด้วยแล้ว เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ได้ประมาณหนึ่ง ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1/2568 ซึ่งไม่ว่ามาตรการภาครัฐ จะออกมามากกว่าที่เรามองไว้หรือไม่ ภาพเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแบบมากนัก ยังคงเป็นทิศทางเดียวกัน จุดยืนนโยบายการเงินก็ยังคงรองรับความเสี่ยงด้านสูงตอนนั้นได้ พร้อมกับความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจมาจากภาคส่งออกด้วย จึงได้พิจารณาจากทุกมาตรการรัฐที่ประกาศมาทั้งหมด ตัวเลข 3% คิดว่าเป็นไปได้ หากเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ หรือมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามา

เมื่อถามภาครัฐและภาคเอกชน ส่วนใหญ่ประสานเสียง ไม่แค่รัฐบาลต้องงัดทุกเล่ห์ทุกกล แต่จะให้ถึงเป้าหมายถึงเส้นช้ย คงต้องใช้ไม้ตีก้นให้งานเดินด้วย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image