เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF องค์กรชั้นนำด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนในระดับภูมิภาค บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิทัลชั้นนำของไทย พร้อมด้วย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้ร่วมเปิดตัวโครงการ Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทยอย่างเป็นทางการ

โดย “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่ AIS ให้ข้อมูลว่า ตลอด 34 ปีที่ผ่านมา AIS ตั้งใจสร้างโครงข่ายดิจิทัลขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้ใช้งาน ทั้งเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้าน ที่สามารถเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงตามเป้าหมาย และที่ผ่านมา AIS ใช้เงินลงทุนกว่าล้านล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแรง ซึ่งปัจจุบันมีโครงข่ายโทรศัพท์มือถือที่ครอบคลุม 98% ของประชากร โดยมีเครือข่าย 5G ครอบคลุมมากกว่า 90% ของประชากร และโครงข่ายอินเตอร์เน็ตบ้านครอบคลุม 13 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 20 ล้านครัวเรือนในไทย
โดยความร่วมมือกับ GULF และ สวพส. ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ในทุกด้าน ทั้งการพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน เราทลายข้อจำกัดในการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมการใช้งาน เพื่อสร้างการเข้าถึงดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยใช้เทคโนโลยีและแหล่งพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์มาใช้ในการบริหารจัดการระบบสื่อสารเพื่อส่งมอบโครงข่ายดิจิทัลไปยังชุมชนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“AIS GULF และ สวพส. อยากให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างสะดวกสบาย เข้าถึงแหล่งความรู้และบริการต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิการของภาครัฐ ด้วยโครงข่ายดิจิทัลจากโครงการนี้” ประธานเจ้าหน้าที่ AIS กล่าว
ด้าน “ธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท GULF กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เกิดจากการที่ GULF และ GULF1 บริษัทในเครือ นำร่องติดตั้งชุดอุปกรณ์ระบบโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ทุรกันดารตั้งแต่ปี 2566 ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ บ้านห้วยน้ำไซ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เกาะทุ่งนางดำ อ.คุระบุรี จ.พังงา และบ้านดอกไม้สด อ.ท่าสองยาง จ.ตาก รวมถึงมีทีมวิศวกรจาก GULF1 ให้ความรู้ด้านการบำรุงรักษาและวิธีการใช้งานชุดอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แก่ชุมชน เพื่อให้สามารถใช้งานระบบโซลาร์ได้อย่างยั่งยืน
“เมื่อได้ลงพื้นที่จริง และพูดคุยกับชุมชนถึงปัญหาในการสื่อสารกับคนภายนอกพื้นที่ จึงเล็งเห็นการต่อยอดโครงการโดยการชักชวนพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง AIS เพื่อผนึกกำลังขยายสัญญาณสื่อสาร มอบโอกาสการเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ” ธีรตีพิศากล่าว
ทั้งนี้ ปี 2567 GULF ได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ดอยมอโก้โพคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก บ้านแม่ตอละ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน บ้านผีปานเหนือ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
สำหรับพื้นที่ดอยมอโก้โพคีนั้น เดิมชาวบ้านมอโก้โพคีประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเป็นหลัก ทำให้มีการทำลายป่า การใช้สารเคมี และการเผาในฤดูเก็บเกี่ยวที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 อีกด้วย ซึ่งทาง GULF ได้ร่วมมือกับผู้นำชุมชนเข้าไปช่วยพัฒนาอาชีพในการปลูกกาแฟให้กับคนในชุมชนแทน โดยสร้างโรงเรือนสำหรับการแปรรูปเมล็ดกาแฟและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์
“นอกจากนี้ GULF ยังนำชาวบ้านจากดอยมอโก้โพคีไปเรียนรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ที่ จ.เชียงราย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนแห่งนี้ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้อย่างเป็นอย่างดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ GULF กล่าวในตอนท้าย
สำหรับโครงการ Green Energy Green Network for THAIs เริ่มนำร่อง 2 พื้นที่ห่างไกลแล้ว ได้แก่ ชุมชนมอโก้โพคี และชุมชนบ้านดอกไม้สด ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก พร้อมตั้งเป้าการทำงานร่วมกันมุ่งขยายผลอีก 30-50 พื้นที่ ภายใน 5 ปี

โดยชุมชนมอโก้โพคี อยู่บนดอยสูง ห่างจากตัวอำเภอท่าสองยาง ประมาณ 50 กิโลเมตร ประชากร 1,200 คน เป็นชาวปกากะญอ เส้นทางเข้าหมู่บ้านเป็นทางดิน ฤดูฝนเดินทางยากลำบาก ฤดูแล้งฝุ่นหนา ห่างไกลโรงเรียนและโรงพยาบาล การติดต่อสื่อสารในหมู่บ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ถ้าต้องการติดต่อสื่อสารต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาสัญญาณห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ 3 กิโลเมตร หรือส่งเขียนจดหมายฝากต่อกันเป็นทอดๆ
ภายในหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้า การบริโภคน้ำดื่มจะใช้ประปาภูเขา ไม่มีระบบกรองถูกสุขอนามัย ใช้น้ำกิน ดื่ม อาบ ในถังเดียว ช่วงฤดูฝน น้ำจะขุ่น การมีระบบไฟฟ้าและเครื่องกรองน้ำจะช่วยประชาชนบริโภคน้ำที่สะอาดถูกสุขอนามัย ทางกัลฟ์จึงนำ Solar Cell พร้อมติดเครื่องกรองน้ำให้ที่โรงเรียนเพื่อให้เด็กนักเรียนดื่มน้ำสะอาด
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนบ้านมอโก้โพคีประกอบอาชีพเกษตร ปลูกพืชไร่แบบหมุนเวียน โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดที่เพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งผลกระทบจากการใช้สารเคมีและการเผาก่อให้เกิด PM2.5
ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านเริ่มชักชวนชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญการรักษาป่าไม้ ด้วยการปลูกกาแฟ โดยผู้ใหญ่บ้านนำร่องพื้นที่ตัวเองประมาณ 20 ไร่ สร้างเป็นพื้นที่ต้นแบบ พร้อมขยายการปลูกกาแฟไปสู่ลูกบ้าน 32 หลังคาเรือน รวมพื้นที่ประมาณ 200 กว่าไร่ ปัจจุบันผู้ใหญ่เสริมสร้างทักษะความรู้ที่สำคัญต่อการปลูกกาแฟ ช่วยทำให้ชาวบ้านสร้างรายได้กลับมาด้วย
ส่วนชุมชนบ้านดอกไม้สด เป็นหมู่บ้านบนภูเขา อยู่ห่างจากตัวอำเภอท่าสองยาง 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3-4 ชั่วโมง ขาดแคลนไฟฟ้า มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ 713 คน 215 หลังคาเรือน เป็นชาวปกากะญอ
โดยบ้านดอกไม้สด มีปัญหาการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ซึ่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากหมู่บ้านไป 2 ชั่วโมง ยิ่งในฤดูฝนชุมชนบ้านดอกไม้สดแทบตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะเส้นทางเป็นดินโคลนและสองข้างทางมีดินถล่มเป็นระยะ ไม่ไปหาหมอเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเดินทาง ก่อนหน้านี้ในหมู่บ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เวลาที่จะติดต่อสื่อสารต้องไปโรงเรียนเพื่อใช้สัญญาณซึ่งไม่เสถียร เมื่อเกิดเหตุการณ์เร่งด่วนจะไม่สามารถทำอะไรได้ทันท่วงที
ประชากรส่วนใหญ่ของชุมชนบ้านดอกไม้สดประกอบอาชีพทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวไร่ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเปลี่ยนมาทำไร่ข้าวโพดเป็นหลัก ปีละ 2 ครั้ง ส่งผลให้มีการใช้สารเคมีและเผาเพื่อเตรียมดินปลูก ชาวบ้านมีปัญหาเรื่องสุขภาพจากหมอกควันจากการเผาไร่ เด็กและคนแก่เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้กันมากขึ้น
จากความตั้งใจของ AIS และ GULF คาดว่าโครงการ Green Energy Green Network for THAIs จะครอบคลุม 50 พื้นที่ ภายใน 5 ปีแน่นอน!!

