นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ดัชนีอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวมปี 2559 เติบโต 2.97% จากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 2.8% นับว่าเป็นตัวเลขนี้เติบโตใกล้เคียงกับตัวเลข 3.0% ที่ประมาณการณ์ไว้เมื่อต้นปี2559 นื่องจากนโยบายการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการเร่งรัดงบประมาณ ที่ส่งผลให้การบริโภคของประชาชนในระดับฐานรากเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อดูดัชนีเป็นรายหมวดสินค้า พบว่า หมวดสินค้าคงทนถาวร เช่น วัสดุก่อสร้าง สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีอัตราการเติบโตโดยรวมที่ 1.95% เทียบกับปี 2558 ถือว่าโตไม่สูงนัก จากการที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยในปี 2558 – 2559 ไม่เติบโตเท่าที่ควร ประกอบกับความเข้มงวดในการให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคของสถาบันการเงิน ส่วนหมวดสินค้ากึ่งคงทนถาวร เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง และเครื่องหนัง เติบโตโดยรวมที่ 3.5% เทียบปี 2558 ซึ่งก็เติบโต 3.5% การเติบโตในระดับเดียวกันนี้เพราะแม้นักท่องเที่ยวจะเข้าไทยเพิ่มขึ้น แต่อัตราภาษีสินค้านำเข้าแบรนด์หรูในไทยยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอุปสรรคจับจ่าย ส่วนหมวดสินค้าไม่คงทนถาวร มีอัตราการเติบโต3.03% เทียบปี 2558 ถือว่ายังเติบโตจากรัฐบาลออกมาตรการช้อปช่วยชาติ
นางสาวจริยา กล่าวว่า ดัชนีค้าปลีกปี 2560 น่าจะดีกว่า ปี 2559 เล็กน้อย คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตน่าจะอยู่ราว 3.0-3.2% โดยหมวดสินค้าไม่คงทนถาวร น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าหมวดอื่น ซึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐสู่ฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 2 ล้านล้านบาท ส่วนหมวดสินค้าคงทนถาวร แม้ว่าภาครัฐจะพยายามเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่อาจจะยังไม่สามารถทำให้เห็นยอดการเติบโตที่ชัดเจนได้ภายในปีนี้ และหมวดสินค้ากึ่งคงทนถาวร สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอางและเครื่องหนัง ยังต้องหวังผลจากนโยบายภาครัฐในการผ่อนปรนการพิจารณาภาษีนำเข้า เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ส่วนการบริโภคภายในประเทศน่าจะยังทรงตัว เนื่องจากประชาชนยังอยู่ในช่วงไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นางสาวจริยา กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง คือ เร่งหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายและการลงทุน, สร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในประเทศและจากต่างประเทศ , รัฐบาลควรศึกษาและพิจารณาเรื่องการลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์หรูอย่างจริงจัง, ส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างชัดเจน และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยเฉพาะผู้เจอปัญหาขาดสภาพคล่อง จากต้นทุนแรงงานและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

