โกลเบล็ก ชี้หุ้นไทยพักฐานยาว หลังเจอแรงกังวลการเมืองไทยกระแทกร่วง
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังยังอยู่ในช่วงพักฐาน โดยยังมีแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศเป็นหลัก ขณะที่การประกาศใช้มาตรการ Uptick Rule จะช่วยลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ แต่ยังเห็นนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ที่มีการขายสุทธิกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว โดยคาดกรอบดัชนีเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,270-1,320 จุด
นางสาววิลาสินี กล่าวว่า มีการประเมินภาพรวมจากเอสซีบี อีไอซี ที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 เหลือโตเพียง 2.5% จากเดิม 2.7% โดยมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงในระบบการเงินจากปัญหาหนี้เสีย ส่วนทางการจีนหวังว่าสหภาพยุโรป (อียู) จะพิจารณาเรื่องการเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของจีนใหม่อีกครั้ง และยุติการสกัดกั้นอุตสาหกรรมยานยนต์จากการแข่งขัน รวมทั้งปัญหาความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่ยังคงมีอยู่
โดยล่าสุดมีการรายงานว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ปธน.รัสเซีย จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ คาดว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับการทหารและความร่วมมืออื่นๆ ส่วนเกาหลีเหนือส่งคอนเทนเนอร์ ที่อาจบรรจุกระสุนปืนใหญ่เกือบ 5 ล้านนัดให้แก่รัสเซีย และรัสเซียมีแนวโน้มว่าจะขอยุทโธปกรณ์เพิ่มอีก ถือเป็นความเสี่ยงกดดันต่อตลาดลงทุน
นางสาววิลาสินี กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามในประเทศ ได้แก่ ภาพความชัดเจนในด้านการเมือง การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการส่งออก-นำเข้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย
นางสาววิลาสินี กล่าวว่า ด้านสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตา คือ รายงานดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนมิถุนายน จีนเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปี และ 5 ปี ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย สหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนพฤษภาคม ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 1 ที่ผ่านมา รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยด้วย
นางสาววิลาสินี กล่าวว่า แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นที่คาดว่าจะได้เข้าคำนวณใน SET50 และ SET100 ในครึ่งปีหลัง 2567 ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยหุ้นที่จะเข้าคำนวณ SET50 ได้แก่ BCP, BJC, ITC และ TIDLOR หุ้นที่เข้าคำนวณ SET100 ได้แก่ BA, BJC, CKP, JAS, MBK, PRM, QH, SKY และ TIPH ขณะที่ต้องระวังแรงขายหุ้นที่จะถูกปรับออกจาก SET50 ได้แก่ BANPU, COM7, KCE และ SAWAD และ SET100 ได้แก่ AURA, BYD, FORTH, MOSHI, NEX, ORI, SNNP, THG และ TKN

