‘ซันสวีท’สปีด Ready to Eat
ฝ่ากำลังซื้อ ปั้นรายได้หมื่นล้าน
เมื่อเอ่ยถึง “ซันสวีท” หลายคนอาจคิดว่าเป็นแบรนด์ “ลูกพรุน” สินค้าจากสหรัฐอเมริกา
แต่ในวงการอุตสาหกรรมข้าวโพดหวาน และสินค้าเกษตรแปรรูป เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักบริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานแปรรูปและผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตร ภายใต้แบรนด์ KC
มีฐานการผลิต วิจัยพัฒนา และสำนักงานใหญ่ อยู่ที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และมีเครือข่ายชาวไร่ข้าวโพดหวานรวมกว่า 10,000 ไร่ ในพื้นที่สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก
วันนี้ “ซันสวีท” นอกจากข้าวโพดหวาน ยังผลิตสินค้าพร้อมทาน ราคายี่สิบกว่าบาท ขายผ่าน 14,000 สาขาของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ เป็นสินค้าฮิตติดลมบน ยอดขายเติบโตปีละกว่า 10% ส่งผลให้วันนี้ มีสินค้า 4 กลุ่มหลัก คือ ข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง ข้าวโพดหวานบรรจุถุงสุญญากาศ ข้าวโพดหวานแช่แข็ง และสินค้าพร้อมรับประทาน
องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ซันสวีท เริ่มจากการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าการเกษตร จากนั้นขยายธุรกิจต่อเนื่อง จนมีรายได้กว่า 3,700 ล้านบาทในปี 2566 แบ่งเป็น 80% ยอดขายต่างประเทศ 20% ขายในประเทศ ปี 2567 ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 10% หลังจากลงทุนขยายโรงงานแห่งที่ 2 ของกลุ่มสินค้าพร้อมทาน รองรับดีมานด์ตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถทำยอดขายได้ปีละ 500 ล้านบาท และปี 2567 หวังเติบโตไม่น้อยกว่า 10%
“ปี 2567 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ทำให้กำลังซื้อไม่ดีตามไปด้วย แต่เราก็ยังประคองตัวไปได้ แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกลดลงเล็กน้อย ผลจากตลาดส่งออกมีปัญหาผ่านทะเลแดง กระทบต้นทุนราคาขนส่งขึ้น และคู่ค้ากังวลสงคราม จึงชะลอซื้อสินค้าในไตรมาส 4 ปีก่อน แต่ยังแฮปปี้จากค่าบาทอ่อน ซึ่งไตรมาส 2 ปีนี้ สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า ยังลดลงเล็กน้อย” องอาจกล่าว
พร้อมแสดงความมั่นใจว่า อาหาร อย่างไรก็เป็นปัจจัยสี่ ไม่ว่าเกิดภัยพิบัติ โควิด-19 สงครามรัสเซียกับยูเครน สงครามตะวันออกกลาง มองว่าวิกฤตเป็นโอกาสต่อธุรกิจเรามากกว่า เช่นเดียวกับค่าบาทอ่อน ทำให้มียอดขายจากการส่งออกเพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นโอกาสมองหาโอกาสตลาดใหม่ๆ เพิ่ม เช่น อเมริกา อินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ คู่ขนานกับขยายตลาดเดิมเพิ่ม เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี
ทำให้ปัจจุบันมีการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปพืชผลทางการเกษตรไปกว่า 50 ประเทศ ใน 8 ภูมิภาค ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง ข้าวโพดหวานบรรจุถุงสุญญากาศ ข้าวโพดหวานแช่แข็ง และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งมีแผนออกสินค้าพร้อมทานใหม่ๆ ให้หลากหลาย เพิ่มเติมการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดร่วมกับพันธมิตรธุรกิจพัฒนาสินค้ามันหวานญี่ปุ่นให้มีอายุการเก็บรักษา 1 ปี ทำการตลาดและวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกรายใหญ่ของญี่ปุ่น กว่า 3,000 สาขา ส่วนตลาดในประเทศ จะขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มไปกลุ่มค้าส่ง โรงแรม ร้านอาหาร
“ผมทำธุรกิจมานาน เป้าหมายไม่เกิน 3 ปีจากนี้ อยากเห็นธุรกิจเติบโตมีรายได้ถึงหมื่นล้านบาทไวๆ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะต้องดูสถานการณ์ต่างๆ ด้วย แต่เป็นความพยายาม ความหวัง และความฝันของผม” องอาจกล่าว
ด้านแผนการลงทุน วีระ นพวัฒนากร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน อัพเดตว่า ปี 2566 ได้ลงทุน 150 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตสินค้าพร้อมทานแห่งที่สองบนพื้นที่เดิมที่สันป่าตอง เพื่อขยายกำลังการผลิตอีก 1 แสนชิ้นต่อวัน เป็นสินค้าพร้อมทานมีอายุ 1 ปี จะเสร็จปี 2568 ทำให้มีสินค้าป้อนสู่ตลาดได้กว่า 2 แสนชิ้นต่อวัน รองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ตั้งเป้ามีรายได้สินค้าพร้อมทาน 600-700 ล้านบาทต่อปี
“เรามีสินค้าพร้อมทานขายในร้านเซเว่นกว่า 10 รายการ เช่น ข้าวโพดหวาน มันหวานญี่ปุ่น มันม่วงญี่ปุ่น ถั่วต้มลายเสือ ธัญพืช ล่าสุดเป็นลำไยลอยแก้ว ยอดขายต่อวัน 1.2-1.3 แสนชิ้น โรงงานแห่งที่สอง กำลังสร้างที่ตั้งเดิมบนพื้นที่กว่า 70 ไร่ มีอีกกว่า 1 พันไร่ที่อำเภอแม่วาง ศูนย์การวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตร และปลูกข้าวโพดถั่วลายเสือ แต่มีสินค้าบางรายการ เช่น กล้วยหนึบ พุดดิ้ง ให้วิสาหกิจชุมชนทำ โดยเราควบคุมด้านคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ จัดจำหน่ายเอง”
“วีระ” เปิดพอร์ตสินค้า KC ในมือ เป็นกลุ่มข้าวโพดหวานในรูปแบบต่างๆ 80% อีก 20% เป็นสินค้าพร้อมทานที่ทำตลาดมา 5 ปีและขายผ่านร้านเซเว่นอย่างเดียว ส่วนสินค้าอื่น เช่น ข้าวโพดกระป๋อง โฟรเซ่น จำหน่ายในแม็คโคร โรงแรม ภัตตาคาร ปีนี้จะขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น และเร็วๆ นี้จะออกสินค้าใหม่ เป็นข้าวโพดรสหมาล่า เริ่มทดลองตลาดและส่งออกไปเกาหลี ส่วนแผนทำตลาดต่างประเทศนั้น ในแต่ละปี บริษัทมีการทำแผนงานไปออกบูธ 14 แห่งทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อหาคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งงานไทยเฟ็กซ์ ได้หาคู่ค้าตลาดใหม่ๆ และรองรับลูกค้าเดิมเพื่อต่อยอดสินค้าใหม่ มีการสั่งซื้อปี 2568 แล้วกว่า 2,000 ตู้ ส่วนใหญ่เป็นข้าวโพดบรรจุกระป๋อง โฟรเซ่น
“ทั่วโลกซื้อขายข้าวโพดหวานกว่า 5 หมื่นล้านบาท ประเทศไทยส่งออกกว่า 7,000 ล้านบาท เรามียอดขายกว่า 3,000 ล้านบาท กำลังซื้อในประเทศไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่ โดยเฉพาะสินค้าพร้อมทานเราโตต่อเนื่อง เพราะสินค้าเราไม่แพงราคา 20 กว่าบาท ขายแพงกว่านี้คงยาก เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะ ส่วนข้าวโพดหวานมีผู้ผลิต 7-10 ราย เจ้าใหญ่มี 2-3 ราย ตอนโควิดเราผลิตขายตลอด ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่กระทบกับเรา คือ สภาพภูมิอากาศ แล้งจัด น้ำท่วม อีกส่วน ค่าเงิน ถ้าแข็งมากขายยาก ขาดทุน ถ้าอ่อนมากลูกค้าต่อรองราคา สถานการณ์ต้นทุน ยอมรับว่าได้ผลกระทบโดยตรง คือ ราคาเหล็ก เพราะเกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์กระป๋อง ดีที่ปีนี้สถานการณ์ทรงตัว สภาพภูมิอากาศส่งผลต่อผลผลิตมากกว่า จึงต้องหาพื้นที่เพิ่ม” วีระกล่าวไว้


อีกเรื่องที่ต้องติดตาม คือ ค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้น 400 บาทปลายปีนี้ ยอมรับได้รับผลกระทบ เพราะทั้งโรงงานเราใช้แรงงานค่อนข้างมาก 1,500-1,600 คน ถ้าค่าแรงปรับขึ้น มีผลกระทบแน่นอน ปัจจุบันบริษัทจ่ายตามขั้นต่ำ ซึ่งค่าแรงคิดเป็นสัดส่วน 10% ของต้นทุนการผลิต แต่กระทบไม่มากและเป็นนัยสำคัญปรับราคาสินค้า ราคาปรับไม่ได้ทันที เพราะตลาดนี้แข่งขันสูง
“วีระ” ระบุอีกว่า ในระยะยาว ถ้ามีปัจจัยอื่นมีผลกระทบต่อต้นทุน ไม่ว่าราคาเหล็กและปุ๋ย ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ ซึ่งปุ๋ยเมื่อขึ้นราคาจะมีผลต่อข้าวโพด เพราะเกษตรกรต้องใช้ปุ๋ย ประกอบกับค่าแรงขึ้น ถ้ามีผลเยอะจะส่งผลต่อเกษตรกร มีผลกระทบทางอ้อมต่อราคาข้าวโพดอาจขึ้นได้ ส่วนน้ำมันดีเซลขึ้นราคา ยอมรับกระทบต้นทุนขนส่ง ถ้าขึ้นไม่มาก ใกล้แตะ 33 บาทต่อลิตร อาจกระทบน้อย แต่ถ้าปรับราคาน้ำมันกว่านี้ ก็ต้องดูสถานการณ์ราคาและลูกค้าด้วยว่าจะสามารถผลักให้ลูกค้าได้หรือไม่ ถ้าสามารถผลักให้ได้ ขอลูกค้าเป็นรายๆ ไป
จากแผนงาน การลงทุน บุกตลาดทั้งส่งออกและในประเทศ ทั้ง “องอาจ-วีระ” ประเมินเป้ารายได้จะไต่ไปใกล้ 4,000 ล้านบาทในปี 2567 ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม!!

