นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงเร่งเดินหน้าสร้างไทยให้เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การท่องเที่ยวเชิงกีฬา 2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3.การจัดงานแต่งงาน 4.การท่องเที่ยวทางน้ำ และ5.การท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาเซียน โดยเฉพาะการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นกีฬากันมากขึ้น เพราะผลลัพธ์ที่ได้ไม่เฉพาะเพียงนักกีฬา แต่จะเป็นครอบครัวที่ติดตามมาท่องเที่ยวด้วย รวมถึงนักกีฬาต่างชาติที่มาร่วมแข่งขันกีฬาเมืองไทยให้อยู่ท่องเที่ยวพำนักต่อและใช้จ่ายมากขึ้น 10-20%
“งานมาราธอนที่ผ่านมา สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทยมีกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้จากการแข่งขันวิ่งมาราธอนรายการสำคัญ เช่น เชียงใหม่มาราธอน มีผู้เข้าร่วมกว่า 11,000 คน เทียบจากปีที่แล้วที่มี 6,200 คน หรือเพิ่มขึ้น 78% ในจำนวนดังกล่าวมีนักวิ่งนานาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันถึง 53 ประเทศ หรือขอนแก่น มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 36,425 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 70% ในจำนวนนี้ มีต่างชาติเข้าร่วมประมาณ 47 ชาติ และล่าสุดกรุงเทพมาราธอน ซึ่งมีคนร่วมแข่งขันกว่า 3.7 หมื่นคน มีต่างชาติเข้าร่วมถึง 3 พันคน จาก 60 ประเทศ ดังนั้น กระทรวงจะเดินหน้าส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับนานาชาติเมกะ อีเวนต์ เวิลด์ แอนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เกมส์ ตลอดกิจกรรมระดับชุมชน ให้มีทุกสัปดาห์ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปแต่ละพื้นที่ แต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกีฬาประเภทอื่น เช่น เจ็ตสกี ปั่นจักรยานทั้งทางเรียบและวิบาก กอล์ฟ หรือศูนย์ฝึกซ้อมกีฬาให้เป็นท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น กีฬาแล้วกลับ แต่จะสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเดินทางมาพร้อมกับครอบครัว กองเชียร์ต่างๆ” นางกอบกาญจน์กล่าว
นางกอบกาญจน์กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ตนและพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เพื่อรับทราบปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการสถานบันเทิงในจังหวัดภูเก็ต ให้จัดพื้นที่โซนนิ่งโดยการขยายเวลาปิดสถาบันเทิง ผับ บาร์ต่างๆ ในโซนพื้นที่หาดป่าตอง หาดกะรน จากเวลา 01.00 น. ซึ่งถูกจัดระเบียบจากภาครัฐ ให้ขยายเวลาปิดเป็น 04.00 น. นั้น เรื่องนี้ต้องขอดูสถานการณ์จริง และประเมินผลรอบด้านก่อน ว่ามีความเป็นได้มากน้อยเพียงใด ส่วนเรื่องปัญหาความแออัดของผู้โดยสาร และระบบบริหารจัดการที่สนามบินภูเก็ตนั้น ล่าสุด ได้รับรายงานว่ามีการแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น ซึ่งตรงนี้ตนพร้อมพล.อ.ธนะศักดิ์ ก็จะขอไปสำรวจด้วยตนเอง เพื่อได้เห็นปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นต่อไป รวมไปถึงปัญหาอาชญากรรมทางการท่องเที่ยว ปัญหาหลอกลวงนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตรงนี้ต้องแก้ไขให้มีความต่อเนื่อง
นางกอบกาญจน์กล่าวว่า สำหรับมาตรการเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย ที่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ขยายเวลาออกไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนั้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจมาเที่ยวเมืองไทยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีนที่เห็นผลว่ามีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตัวเอง (เอฟไอที) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 70% จากเดิมอยู่ที่ 60% ของนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทย แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวลดการเดินทางแบบมากับบริษัททัวร์ ทั้งนี้ เทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ เชื่อว่าบรรยากาศท่องเที่ยวจะยังคึกคักทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ ส่วนมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ เช่น มาตรการทางภาษีจะมีหรือไม่ คงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง แต่เชื่อว่าถ้าลักษณะการท่องเที่ยวเป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นนี้ ก็อาจไม่มีจำเป็น

