แบงก์ชาติ ชี้ เศรษฐกิจ พ.ค. ท่องเที่ยว-บริการ ดีขึ้น จับตาส่งออก-การผลิตยังมีความเสี่ยง
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงิน เดือนพฤษภาคม 2567 ว่า จากข้อมูลชี้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางขยายตัว โดยในช่วงเดือน พฤษภาคม 2567 ค่อนข้างชะลอตัวไปบ้างหลังจากเร่งไปเมื่อเดือนก่อน จากการประเมินพบว่า แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก ภาคการบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย ขณะที่ยังต้องติดตามด้านการส่งออกและการผลิตที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ข้างหน้า ซึ่งลดลงและสอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรม และ หากมองจากเครื่องชี้เศรษฐกิจ พบว่า รายได้ของธุรกิจและแรงงานบางกลุ่มก็ยังคงฟื้นตัวช้า
“ในตัวมูลค่าการส่งออกสินค้า ปรับลดลงจากเดือนก่อนสอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ลดลง นอกจากนี้การลงทุนภาคเอกชนก็ลดลงไปจากเร่งเมื่อเดือนก่อน แต่ถ้ามาดูของภาคที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับขึ้นจากเดือนก่อน อยู่ที่ 96.9 และ มีแรงสนับสนุนจากการท่องเที่ยวปรับขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน” นางปราณี กล่าว
นางปราณี กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกสินค้า ไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่เร่งไป 5% ในหลายหมวด โดยเฉพาะ 1) ยานยนต์ ตามการส่งออกรถกระบะไปออสเตรเลีย 2) เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์และเครื่องปรับอากาศไปยุโรปและสหรัฐฯ และ 3) สินค้าเกษตรแปรรูป ตามการส่งออกน้ำตาลไปอาเซียน และ การส่งออกประเภทยางสังเคราะห์
แต่อย่างไรก็ดี นางปราณี กล่าวว่า ถ้าดูจากปีต่อปีก็ยังขยายตัวได้ 7.8% ปัจจัยสำคัญมาจาก หมวดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนภาคตะวันออกที่ออกผลผลิตมากเป็นพิเศษ ซึ่งการที่ผลผลิตทุเรียนที่ดีในเดือนนี้ ก็ช่วยให้ การส่งออกไปจีนดีขึ้น และการส่งออกผลิตภัณฑ์เคมีและเคมีภัณฑ์ไปจีนรวมถึง การส่งออกรถยนต์นั่งไปตะวันออกกลางกับอาเซียน ก็ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
นาง ปราณี เผยว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการนำเข้าเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นจากด้านปริมาณเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิงลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคปรับลดลง โดยเฉพาะการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่อุปสงค์มีทิศทางชะลอตัว
ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน -0.6% โดยปรับลดลงในหลายหมวด โดยเฉพาะ 1) ปิโตรเลียม จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางโรงชั่วคราว 2) ยานยนต์ โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะ ที่ยอดขายหดและซบเซาภายในประเทศ และ 3) เครื่องใช้ไฟฟ้าหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน สอดคล้องกับการส่งออกในหมวดดังกล่าวที่ลดลง โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่เดือนนี้ยอดขายลดลง เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว
นางปราณี กล่าวว่า การผลิตในบางหมวดมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้น อาทิ การผลิตในหมวดอาหารและเครื่องดื่มสะสมตามที่อุปสงค์กลับเข้ามา ตามการผลิตน้ำมันปาล์มที่ขยายตัวตามผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และอาหารสัตว์สำเร็จรูป
ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวต่อไปว่า ด้านเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงประกอบกับความเชื่อมั่นด้านการลงทุนปรับลดลง จากทั้งการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ และด้านก่อสร้าง -3.5% โดยเฉพาะจากยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศและการนำเข้าคอมพิวเตอร์ และยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ในหมวดรถบรรทุก ประกอบกับพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างชะลอลง ตามพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมและโรงงานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามยอดจำหน่ายเครื่องสุขภัณฑ์ และกระเบื้อง แต่โดยรวมก็ทำให้การลงทุนและความเชื่อมั่นในด้านการลงทุนภาคการผลิตปรับลดลงจากเดือนก่อน
นางปราณี เผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศและรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ทั้งรายรับที่ได้จากนักท่องเที่ยว ตามกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (short-haul) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสัญชาติมาเลเซีย และจีน ที่ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว อาทิ การยกเว้นวีซ่า และการยกเว้นการยื่นเอกสารสำหรับผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบก ซึ่งทำให้การบริการปรับดีขึ้นตามไปเช่นกัน แต่เนื่องจากเดือนพฤษภาคมเป็นช่วง low season จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 2.6 ล้านคน ซึ่งจะน้อยลงกว่าเดือนที่แล้วที่มากัน 2.8 ล้านคน แต่ถ้าลองปรับฤดูกาลแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 9.2%
เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายหมวดบริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับกิจกรรมในภาคท่องเที่ยว ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนและไม่คงทนทรงตัว หลังยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งไปแล้วในเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในประเทศ และเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า
นางปราณี กล่าวว่า การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนในเดือนพฤษภาคม กลับมาขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่เร่งขึ้น โดยทางรัฐบาลกลับมามีบทบาทด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายหลัง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้เมื่อปลายเดือนเมษายน 2567 โดยรายจ่ายประจำขยายตัว 36.9% ปีต่อปี ตามการเบิกจ่ายค่าบำเหน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ และการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านการศึกษา
ขณะที่รายจ่ายลงทุนขยายตัว 35.8% ปีต่อปี จากการเบิกจ่ายของหน่วยงานที่เร่ง อาทิ ด้านการศึกษา กรมโยธาธิการและผังเมือง และในส่วนของการจ่ายลงทุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจ ก็มีส่วนช่วยให้กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยขยายตัว 13.3% ปีต่อปี ตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานการรถไฟแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้มีส่วนทำให้เม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจมากขึ้น
ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวว่า ด้านตลาดแรงงานมีการปรับดีขึ้น จากการจ้างงานในภาคบริการและภาคการผลิต ในส่วนจำนวนผู้ประกันตน มาตรา 33 ในระบบประกันสังคม ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยมาจากภาคการผลิต เช่น กรมอาหาร และเคมีภัณฑ์โดยเฉพาะ สินค้าสำหรับผู้บริโภค และ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ การจ้างในภาคบริการ หลักๆมาจากสาขาราชการ โดยคาดว่า จะมีการจ้างลูกจ้างชั่วคราวเพิ่มขึ้น ภายหลัง พ.ร.บ งบ 2567 มีผลบังคับใช้ และถึงแม้ว่า จะไม่ใช่หน่วยงานราชการ อัตราการจ้างงานด้านบริการก็เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ยังพออุ่นใจได้ว่า ตลาดแรงงานยังพอไปได้
นอกจากนั้น ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ นางปราณี กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในหมวดพลังงานและหมวดอาหารสด จากผลของฐานค่าไฟฟ้าในปีก่อนที่ต่ำจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามการทยอยลดมาตรการของภาครัฐ ประกอบกับราคาเนื้อสัตว์และผักที่เพิ่มขึ้นตามผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้นจากการจ้างงานทั้งในภาคบริการและภาคการผลิต สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าเป็นสำคัญ ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุล ด้านการระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ของธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอาหารและเครื่องดื่มเป็นสำคัญ ประกอบกับการระดมทุนผ่านตลาดทุนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการแพทย์
อย่างไรก็ดี การระดมทุนผ่านสินเชื่อลดลง จากสินเชื่อในธุรกิจการค้า พลังงาน และสาธารณูปโภค สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากการที่นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ประกอบกับมีปัจจัยภายในประเทศเพิ่มเติม จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของเดือน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ทยอยอ่อนค่าลง จากการสื่อสารของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ทำให้ตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป
“ระยะต่อไปที่ต้องติดตาม 1.ผลของการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 2.การฟื้นตัวของการส่งออกและการผลิต และ 4.ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์” นางปราณี กล่าว

