เปิด 3 ปัจจัยหนุน เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง’67 ฟื้น

3.07.24 | 10:17 น.
เปิด 3 ปัจจัยหนุน เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง’67 ฟื้น ผ่านไปแล้วกับเศรษฐกิจไทย

ผ่านไปแล้วกับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ที่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยไตรมาสแรก 2567 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุ เศรษฐกิจไทยเติบโตที่ 1.5% ขณะที่ไตรมาสสอง มีแนวโน้มจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ถึงแม้ภาคการส่งออกจะฟื้นตัวดี โดยในเดือนพฤษภาคม 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 7.2% ก็ตาม แต่ปัจจัยอื่นๆ ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ และการเมืองภายใน ทั้งเรื่องของคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการยุบพรรคก้าวไกล ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ฉุดให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แกว่งตัวรุนแรง และบางวันดัชนีรูดหนัก จนคาดการณ์กันว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย น่าจะทรงตัวระดับ 1,300-1,325 จุด

⦁แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งหลังดีขึ้น
อภิชาติ เกษมกุลศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ประเมินถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2567 ไว้ว่า ส่วนตัวมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2567 มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2567 แน่นอน และดันให้ทั้งปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.5% โดยมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ที่กระตุ้นให้มีเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

การใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจำนวน 717,722.2 ล้านบาท ที่น่าจะทยอยเบิกจ่ายได้ในช่วงไตรมาสสามของปี 2567 (กรกฎาคม-กันยายน 2567) ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566-กันยายน 2567)

การอ่อนค่าของ ค่าเงินบาท เป็นปัจจัยหนุนให้ภาคการส่งออกของไทย ให้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับ 2.5% รวมทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอิสราเอล และกลุ่มฮามาส รวมไปถึงการโจมตีเรือขนส่งสินค้าที่ทะเลแดง จะส่งผลกระทบให้ค่าขนส่งสินค้าสูงขึ้น แต่โดยภาพรวมแล้ว กระทบกับภาคการส่งออกของไทยไม่มากนักเนื่องจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท ทำให้ราคาสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้

ขณะเดียวกัน สงครามการค้าระหว่าง จีนและสหรัฐ เป็นปัจจัยบวกกับกลุ่มสินค้าบางกลุ่มของไทย เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ เหล็ก และอะลูมิเนียม เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ล่าสุด เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของไทย เพิ่มขึ้น 7.2% เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สอง สะท้อนให้เห็นภาคการส่งออกของไทยจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี

Advertisement

และภาคการท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-16 มิถุนายน 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 16 ล้านคน สร้างรายได้ 765,584 ล้านบาท โดยภาพรวม จำนวนนักท่องเที่ยวหลายชาติกลับมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มขึ้นยกเว้นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ยังคงกลับมาน้อยกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางมาเที่ยวไทยมีสัญญาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

“ทั้ง 3 ปัจจัย ทำให้ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งแรกของปี 2567 ถึงแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่อาจจะเกิดขึ้นในหลายประเด็น ทั้งเรื่องของตัวนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีการร้องเรียนของ 40 สมาชิกวุฒิสภา เรื่องคุณสมบัติ ซึ่งผมมองว่าถึงแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องตัวบุคคล แต่พรรครัฐบาลและนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี จะยังคงเป็นการฟื้นตัวแค่บางกลุ่มอุตสาหกรรม และยังต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศ โดยเฉพาะ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2567 แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า” อภิชาติกล่าว

⦁เพิ่มสิทธิให้‘ต่างชาติ’ช่วยกำลังซื้อ
อภิชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567ภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ของอสังหาฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล มีแนวโน้มลดลง โดยข้อมูล 5 เดือนแรกของปี 2567 มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งสิ้น 26,589 หน่วย ลดลง 21% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2566 ขณะที่มีมูลค่าการเปิดตัวทั้งสิ้น 160,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2566 เป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ เน้นการเปิดตัวโครงการที่มีราคาสูงมากกว่าที่จะเปิดตัวโครงการที่มีระดับราคาต่ำ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางบน ซึ่งมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ในอัตราที่ต่ำกว่า ที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูง

อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังของปี ผู้ประกอบการอสังหาฯมีแนวโน้มที่จะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เนื่องจากปัจจุบันมีการตอบรับที่ดีจากตลาด จะเห็นได้ว่าโครงการคอนโดมิเนียม ที่เปิดตัวในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 จำนวน 11,334 หน่วย มีอัตราการขาย ณ วันเปิดตัวโครงการที่ 27% ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีกว่าระยะเดียวกันของปี 2566 ที่มีอัตราการขาย ณ วันเปิดตัวโครงการที่ 26%

นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ที่จะขยายสิทธิการเช่าที่ดินจาก 30 ปี เป็น 99 ปีรวมถึงขยายสิทธิการถือครองคอนโดมิเนียมให้กับชาวต่างชาติจาก 49% เป็น 75% สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างบนที่ดินไม่เกิน 5 ไร่ โดยให้สิทธิในการโหวตกับชาวต่างชาติที่ 49% เพื่อให้คนไทยยังคงมีสิทธิในการโหวตการบริหารนิติบุคคลที่ 51% เพื่อให้ไม่มีปัญหาในการบริหารจัดการ และต่างชาติจะใช้สิทธิในการครอบครองทั้งอาคาร เป็นแนวทางที่ดีที่จะเพิ่มกำลังซื้อจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย เป็นส่วนหนึ่งของการชดเชยกำลังซื้อที่หายไปจากมาตรการที่เข้มงวดของสถาบันการเงินในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ปัจจุบันมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70-75% ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท

ยังไม่นับรวมกับมาตรการที่กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศของรัฐบาลที่ออกมาเมื่อเดือนเมษายน 2567 เรื่องการลดค่าจดทะเบียนการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อหน่วย (เดิม 3 ล้านบาทต่อหน่วย) ขยายเพดานบ้านบีโอไอจาก 1.2 ล้านบาทต่อหน่วย เป็น 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย

“ทุกมาตรการที่ออกมา สำหรับภาคอสังหาฯ ทำให้ผมมั่นใจว่าตลาดอสังหาฯในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 มีแนวโน้มที่ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ถึงแม้จะไม่ดีเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ เพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องกังวลสำหรับผู้ซื้ออยู่หลายอย่าง ทั้งเรื่องของความมั่นคงของรายได้ในอนาคต อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีทรงตัวอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นต้น ก็ตาม” อภิชาติกล่าวทิ้งท้าย