เวิลด์แบงก์ หั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.4% เปิด 3 ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจ คาดแบงก์ชาติคงดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะ
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยในงานเปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) จัดโดยธนาคารโลกว่า ธนาคารโลกได้ปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ลดลงเหลือ 2.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% โดยเป็นการฟื้นตัวค่อนข้างช้า ภายใต้ความท้าทายใน 3 เรื่องหลัก ดังนี้
นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า 1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2567 และปี 2568 รวมถึงปีต่อไป ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลถึงการค้าและการส่งออกของไทยค่อนข้างมาก
ส่วนอัตราเงินเฟ้อในปี 2567 คาดว่าอยู่ที่ 0.7% ปรับลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 1.3% ถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในภูมิภาค เนื่องจากราคาอาหารและราคาพลังงานต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกลับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างช้าๆ ทั้งนี้ คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสู่ขึ้นสู่ระดับ 1.1% ในปี 2568
“เรื่องเงินเฟ้อถือเป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้ปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวก แต่ก็ยังมีความเปราะบาง คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เต็มที่ในช่วงต้นปี 2568 จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ ธปท.ที่จะต้องดูแลเรื่องอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีปัจจัยกดดันจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ยังไม่มีความแน่นอน” นายเกียรติพงศ์กล่าว
นายเกียรติพงศ์กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อแน่นอน อาจทำให้เป็นประเด็นที่ยากในการดำเนินนโยบายการเงิน ดังนั้น ภายใต้ปัจจัยท้าทายดังกล่าวจึงคาดว่า ธปท.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีกระยะ ส่วนเรื่องเสภียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น อยากให้ดูเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยเงินเฟ้อไทยถือเป็นจุดเด่นของอาเซียนที่ตอนนี้กลับมาฟื้นตัวเป็นบวก จากที่เคยติดลบอย่างมากในช่วงปีก่อนหน้า แต่ก็ยังเป็นอัตราที่ต่ำสุดในอาเซียน
นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า 2.ความท้าทายเรื่องภาคการคลัง ต้องยอมรับว่าช่วงหลังโควิด-19 การลงทุนของไทยติดลบมาก เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความล่าช้าถึง 7 เดือนในการใช้งบประมาณปี 2567 ส่วนหนี้สาธารณะตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 คงตัวอยู่ที่ระดับ 64% ของผลิตภัณฑ์มวมรวมประทศ (จีดีพี)
นายเกียรติพงศ์กล่าวด้วยว่า และ 3.ความท้าทายเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะปานกลาง เวิลด์แบงก์มองว่าหากประเทศไทยมีการลงทุนเพิ่มขึ้น และเพิ่มศักยภาพแรงงาน ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานย้ายเข้าไปสู่งานที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีรายได้ดีขึ้น จะช่วยยกระดับการเติบโตระยะปานกลางให้เพิ่มขึ้นอีก 1% จากปัจจุบันที่ 2.7%

