สงครามราคา หรือ ธรรมาภิบาล? กูรูอุตฯรถยนต์วิเคราะห์ “บีวายดี” หั่นราคาแหลกลาญ!!
กรณี บีวายดี เรเว่ ประเทศไทย ออกแคมเปญลดราคารถยนต์ไฟฟ้า บีวายดี ดอลฟิน ลดสูงสุด 1.6 แสนบาท และบีวายดี ออตโต้ 3 ลดสูงสุดถึง 3.4 แสนบาท
ล่าสุดถึงคิว บีวายดี ซีล รุ่น Dynamic รุ่น Premium และ รุ่น Performance ส่วนลดเงินสดสูงสุด 1.2 แสนบาท ตั้งแต่ 12-31 กรกฎาคม 2567
โดยทยอยประกาศออกมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน จนทำให้ผู้บริโภคเสียงแตก ทั้งกลุ่มพร้อมซื้อด้วยแรงกระตุ้นจากราคา และกลุ่มที่ซื้อแล้วที่รู้สึกเสียเปรียบ จนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เข้าตรวจสอบ
เกาะติดความเคลื่อนไหว้ด้านราคาของ บีวายดี เรเว่ เกิดขึ้นหลังจากประกาศเตรียมเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ BYD อย่างเป็นทางการที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จ.ระยอง ประเทศไทย วันที่ 4 ก.ค. หรือวันพรุ่งนี้
โดย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้ส่งจดหมายเรียนเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ BYD แห่งแรกในประเทศไทย และร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรถคันที่ 8,000,000 ของโลก จากสายการผลิตในไทย
โรงงานแห่งนี้จะเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% (รถ EV) รุ่นแรกออกสู่ตลาดประเทศไทย และเพื่อรองรับตลาดส่งออกในกลุ่มอาเซียนและยุโรปด้วย คือ บีวายดีดอลฟิน (BYD Dolphin)
และเบื้องต้นโรงงานแห่งนี้จะมีกำลังผลิตที่ 150,000 คันต่อปี ส่วนการผลิตจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความต้องการของตลาด
มติชนออนไลน์ สอบถาม “นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” รองประธาน และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หนึ่งในกูรูยานยนต์ไทย

นายสุรพงษ์ ให้ความเห็นว่า การลดราคาของ บีวายดี ในหลายรุ่นครั้งนี้ ถูกมอง 2 แบบ 1.การทำสงครามราคา หรือ2.ผลจากต้นทุนการผลิตลด จึงคืนประโยชน์ให้ผู้บริโภค
ประเด็นต้นทุนลด เพราะต้องไม่ลืมว่า บีวายดี เป็นบริษัทที่ผลิตแบตเตอรี่อีวี มาก่อนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า จึงมีต้นทุนการผลิตทั้งแวลูเชนในมือ
โดยวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ราคาแร่ลิเธียม ปรับลดลงมากเหลือ 12,900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลงจากช่วงเดือนธันวาคม 2566 ที่ราคามากกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ บีวายดี สามารถลดราคาดังกล่าวได้ ต่างจากค่ายอีวีอื่นที่บางค่ายไม่ได้ผลิตเอง ทำให้มีต้นทุนสูงกว่า ไม่สามารถลดราคาได้แบบ บีวายดี
ปัจจุบันค่ายอีวีจีน 3 ค่าย ซึ่งรวมถึง บีวายดี ครองส่วนแบ่งแบตเตอรี่อีวี ถึง 70% ของทั้งโลก ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการกำหนดราคาจะอยู่ในมือของผู้ที่ผลิตแบตเตอรี่ได้เอง เป็นความได้เปรียบเหนือค่ายรถอีวีอื่นๆ
ล่าสุดวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.) บีวายดี จะเปิดโรงงานผลิตรถยนต์อีวีคันแรก รุ่น บีวายดีดอลฟิน ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จ.ระยอง ก็อาจเป็นแนวทางการตลาดหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ การคืนกำไรให้ผู้บริโภค
“ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ เราทราบดีกว่าการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี ไม่ต่างกับคอมพิวเตอร์บน 4 ล้อ ซึ่งองค์ประกอบการของรถยนต์ชนิดนี้คือ ตัวรถ และแบตเตอรี่ โดยเฉพาะต้นทุนแบตเตอรี่ที่ขึ้นกับตัวแร่ โดยเฉพาะแร่ลิเธียม ราคาจึงขึ้นลงได้ตามสถานการณ์แร่ ขณะที่รถยนต์สันดาป จะมีต้นทุนหลักคือ เครื่องยนต์ ที่ต้องพัฒนา ดังนั้นตลาดของอีวีจึงหวือหวา ไม่เพียงแค่ บีวายดี แต่ค่ายอื่นก็ลดราคาเช่นกัน จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”นายสุรพงษ์เน้นย้ำ
นายสุรพงษ์ ระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยอีวีเป็นเทรนด์โลก ผู้บริโภคให้ความสนใจ และมีผู้เล่นหลายค่ายในไทย โดยเฉพาะค่ายจีนที่เข้ามาจำนวนมาก ราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตลาดยังคงคึกคัก ต่างจากตลาดรถยนต์สันดาป ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศ ทำให้ไฟแนนซ์ปฏิเสธสินเชื่อจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะที่ยอดขายลดลงกว่า 40%
“เรื่องนี้น่าห่วงมากกว่า ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย แต่ผลกระทบจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัว ไม่มีโอทีมาระยะหนึ่งแล้ว จะกระทบไปยังการจ้างงานในระบบประมาณ 7.5-8 แสนคน กระทบกำลังซื้อ การใช้จ่าย ภาพรวมเศรษฐกิจ เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหา วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้คือ การเร่งสร้างงาน ดันการลงทุนจริงในมากที่สุด”นายสุรพงษ์ทิ้งท้าย

